โดย ชลธร วงศ์รัศมี

เมื่อเอ่ยถึงนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ประวัติศาสตร์มักเอ่ยถึงความไร้มนุษยธรรมของผู้ออกนโยบาย และความตายเปล่าเปลืองที่ผู้คนนับพันได้รับ

แต่แทบไม่มีใครเอ่ยถึงชีวิตของ ‘ตำรวจ’ ผู้ทำหน้าที่ให้นโยบายนั้นลุล่วง

‘ชาติ เลิศจันทรา’ คือหนึ่งในตำรวจยุคนั้น ช่วงสงครามยาเสพติด ชาติลั่นไกสังหารผู้คนมากมายด้วยความเชื่อว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชาติฝันร้าย ตื้อตัน และรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ชีวิตของชาติมีฉากหลังเป็นยุคพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ยังคงอยู่ ยุคที่ตำรวจไทยมีอำนาจล้นมือ ยุคทองของทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้นชาติกลายเป็นนักโทษประหาร ฉากชีวิตของเขาตอกตรึงอยู่ที่เรือนจำบางขวางร่วม 12 ปี

และนี่คือเรื่องราวของคนเป็นผัวและพ่อของครอบครัว เพื่อนของเพื่อน ลูกของแม่ ผู้เคยสวมทั้งชุดสีกากีถักทอด้วยอำนาจหนาแน่น และชุดสีน้ำตาลลูกวัวบางเบา เครื่องแบบของผู้ด้อยอำนาจที่สุดในสังคม

ยุคลูกชายแม่ถ้วน

“ตอนมัธยมผมหนีเรียนบ่อย ไปชกมวย เที่ยว แต่ไม่มีเรื่องยาเสพติด นั่งรถไฟจากตรังไปหาดใหญ่กับเพื่อนก็สนุกแล้ว ให้ได้เห็นความศิวิไลซ์ บางทีแม่ไปตามผมถึงหาดใหญ่ แม่พยายามทำทุกวิถีทางให้ผมเรียนจบ มีข้าวโพด มีฟัก มีพริกก็ใส่ถุงไปฝากครู ซึ่งครูก็ให้ผมเรียนจบ ม.ศ. 2 ทั้งที่ผมแทบไม่ได้ไปเรียนเลย”

ชาติเกิดที่ จ.ตรัง แม่ของชาติซึ่งเป็นแม่ค้าขนมจีนเคยซื้อหาปลาเค็มและไตปลาจาก ‘นางถ้วน หลีกภัย’ ฐานเสียงทรงพลังของนายกรัฐมนตรีคนที่ 20 ของไทย “ย่าถ้วนจำคนแม่น แกขายของตามตลาด นายชวน หลีกภัย ได้เป็น ส.ส. ก็เพราะแม่ ตัวนายชวนเองก็มีภาพลักษณ์แปลกใหม่ ปกติคนใต้จะชอบโม้ชอบโอ่ บุคลิกของท่านคนละอย่างกันเลย เป็นคนน่ารัก ตัวเล็ก เสียงเบา เลยเป็นที่รักของคน”

ตอนชาติเข้าสู่วัยรุ่น กรุงเทพฯ ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาไม่นาน ชาติกล่าวว่าเวลานั้นคนเมืองกรุงรับรู้ภาพลักษณ์ของคอมมิวนิสต์แบบหนึ่ง แต่คนต่างจังหวัดรับรู้อีกแบบหนึ่ง

“พอผมเรียนจบ ม.ศ. 3 เพื่อนรุ่นเดียวกันกับผมไปเป็นคอมมิวนิสต์เกือบหมด สมัยนั้นชาวบ้านได้รับการดูแลจากคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยไม่สบายหรือเดือดร้อน คอมมิวนิสต์มีสวัสดิการ เพื่อนผมหลายคนเข้าไปบุกเบิกป่า ปลูกข้าวให้หน่วยกำลัง พอมาถึงช่วงรัฐบาลเปรมเขาก็ได้ที่ดินบางส่วนที่บุกเบิก จากคำสั่ง 66/23 คนที่เป็นคอมฯ ตอนนั้นสบายเลย แต่ผมไม่อยากอยู่ที่บ้าน ไม่อยากกรีดยาง เลยไปสอบที่โรงเรียนพลตำรวจ จ.ยะลา”

ชาติไปสอบกับเพื่อน 5-6 คน แต่เขาสอบติดเพียงคนเดียวอย่างไม่คาดคิด การสอบติดสำหรับชาติคือการได้บอกลาชีวิตที่ต้องตื่นตี 4 เพื่อกรีดยางก่อนไปโรงเรียนทุกเช้า กลิ่นเหม็นของน้ำยางที่ฝังลึกเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อตัวเสื้อผ้าของเขากำลังจะจากจาง จะไม่มีขี้ยางติดเกรอะกรังตามเส้นผมให้เขาอายเพื่อนๆ อีก ชาติผู้เริ่มห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองต่อหน้าสาวๆ เปิดรับโลกใหม่เต็มที่

“หลังฝึกครบ 3 เดือน ผมยังไม่กลับบ้าน ไม่ส่งข่าวคราวด้วย เพราะดีใจที่หลุดมาได้แล้ว จนผ่านไป 8 เดือน ผมถึงกลับไปเยี่ยมบ้าน ไปถึงผมบอกแม่ว่าหิวข้าว แล้วแม่ก็ทำปลาช่อนย่างต้มใบมะขามที่ผมชอบ ผมก็สงสัยว่า เอ๊ะ! ทำไมแม่เตรียมไว้เหมือนที่เราอยากกิน ผมมานึกได้ตอนช่วงติดคุก ว่าก่อนไปฝึกผมบอกแม่ไว้ว่าฝึก 3 เดือนแล้วจะได้กลับบ้าน แต่ผมไม่กลับเลย แม่คงเตรียมอาหารไว้ทุกวันหลัง 3 เดือนที่ผมบอกไป เผื่อวันหนึ่งถ้าผมกลับมาต้องได้กิน แกคงคอยผมอยู่”

ชาติกล่าวว่าการฝึกตำรวจไม่ใช่ฝึกจับคนร้ายอย่างเดียว เขาเริ่มมีความอ่อนน้อม ก่อนกลับชาติจึงขอพรจากพ่อแม่ ชาติบอกว่าสื่งที่ได้ฟังวันนั้นส่งผลต่อบทบาทตำรวจและชีวิตของเขาอย่างใหญ่หลวง

“แม่บอกว่า ‘เออ อะไรที่มันดีมันก็ดี’ ส่วนพ่อขอผมสองอย่างคือ 1. ไม่ไปทำเสียหายเรื่องผู้หญิง 2. ไม่ซ้อมผู้ต้องหา เพราะชาวบ้านจะเกลียดตำรวจสองเรื่องนี้ คือไปทำลูกสาวชาวบ้านท้องกับซ้อมคน ซึ่งผมจำได้แม่น ผมไม่ซ้อม ไม่ทุบ ไม่ตี ถ้าไม่ไหวก็จากกันไปเลย นั่นคือวิธีที่ผมคิดว่าพ่อไม่ได้ขอ”

ชาติกำลังจะเข้าสู่วิถีตำรวจเต็มตัว เขาเดินทางกลับด้วยความรักที่ไม่เคยมีเงื่อนไขของแม่ และคำขอร้องจากพ่อ ซึ่งเขารับคำแต่ตีความตามความหมายของตนเอง

สงครามยาเสพติดเริ่มต้น

พลตำรวจหน้าอ่อนเริ่มงานที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ก่อนถูกย้ายไป อ.พะโต๊ะ จังหวัดเดียวกัน ชีวิตตำรวจของชาติสมัยนั้นนอกจากต้องหาเงิน 2,400 บาทซึ่งเทียบได้กับเงินหลายหมื่นสมัยนี้มาวางเป็นเงินประกัน และหาข้าราชการซี 3 มาเป็นผู้ค้ำประกันแล้ว ยังต้องทำงานถึง 6 เดือน กว่าจะได้เงินเดือนตกเบิกก็เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 7

“ตอนผมไปใหม่ๆ ยังพอมีอุดมการณ์อยู่ เกิดไปมีเรื่องมีราวกับคนมีอิทธิพลที่เขาจะทำป่าไม้ ทำเหมืองแร่ผิดกฎหมาย แต่กลับได้รับคำถามกลับมาว่ารู้จักคนใหญ่คนโตคนนั้นคนนี้ไหม” ความมีอุดมการณ์ของชาติจางหายไปในเวลาแค่ 3 เดือน จากนั้นเขาเริ่มใช้หน้าที่การงานหาลำไพ่พิเศษ

“พอมีปัญหากับผู้มีอิทธิพล หน้าที่การงานของผมเริ่มจะไม่ไปไหนอยู่ 3 ปี นายจึงเรียกมาอยู่ที่ตัวจังหวัด ให้เป็นสายสืบ ตรงนี้เปลี่ยนชีวิตผม ตอนนั้นตำรวจเรียกผู้ต้องหากะเรี่ยกะราดมาขังเยอะ ทั้งนักเลงติดยาฯ คนลักเล็กขโมยน้อย ผมจับแล้วมันติดคุกแป๊บเดียว 3-4 เดือนก็ออกมาแล้วทำอีก เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ จนเราเริ่ม ‘กำจัด’ ทำเป็นทีม ผู้กำกับฯมองภาพรวม จะเอายังไงกับไอ้คนนี้ เราเริ่มทำงานแบบนี้มาตลอด

“ตอนแรกผมไม่อยากเป็นตำรวจ แต่อยู่ไปๆ กลับชอบ เราได้เป็นใครสักคนที่ทำให้หมู่บ้านดีขึ้น เราได้เห็นว่าไอ้นี่หายไปแล้วหมู่บ้านนี้สงบ หรือบางทีมีชาวบ้านมาปรึกษาว่าคนดีๆ โดนรังแก เราไปทำอะไรให้สักอย่างได้ไหม อาจไม่ต้องไปทำลายชีวิตเขาหรอก เพียงแต่เข้าไปเตือนว่าคุณหยุดนะ ยุคนั้นมันได้ผล”

จากความรู้สึกภูมิใจว่าได้ทำสิ่งดีมีประโยชน์ตอนแรก ได้ก่อตัวกลายเป็นความเคยชินในการใช้ปืนจบปัญหา จนเมื่อมาถึงยุคที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ประกาศทำสงครามยาเสพติด ใน พ.ศ. 2546 ความเคยชินต่อการใช้ดุลยพินิจส่วนตัวบำบัดทุกข์บำรุงสุขของสถาบันผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่บ่มเพาะมานาน กลายเป็นการกระทำที่มีนโยบายของรัฐรองรับความชอบธรรม

“ในบัญชีกำจัดคนค้ายาเสพติด จะมีตำรวจท้องที่ส่งเข้ามา แล้วมีคนชี้เป้า เขาจะให้ตำรวจจากพื้นที่นี้ไป ‘ สับ’ คนที่พื้นที่โน้น พื้นที่โน้นมาทำพื้นที่นี้ เพราะถ้าอยู่ในพื้นที่จริงๆ เราจะรู้ว่าคนนี้ใช่หรือไม่ใช่คนทำผิดจริง ถ้าเป็นคนท้องถิ่นจะรู้ แล้วบางคนถึงทำผิดจริงก็เคยแวะเวียนมาที่ป้อมตำรวจ เคยเจอกันคุยกัน แล้วมันจะสับยังไง แต่นี่พอมาถึงเราไม่รู้ใครเป็นใคร มาถึงชี้ปั๊บก็โป้ง ชี้ปั๊บก็โป้ง”

เมื่อไม่รู้จัก ก็ไม่จำเป็นต้องเมตตาต่อกัน ตัวชาติเองได้รับมอบหมายให้สังหารคนในบัญชีทั้งที่กรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และชายแดนของทั้งสองภาค ทั้งที่ตัวเขาเองเป็นตำรวจในพื้นที่ภาคใต้ ทว่าเมื่อทำไปนานๆ เข้า แม้จะไม่รู้จักคนที่ต้องกำจัดมากนัก แต่ชาติเริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งที่ทำอยู่

“ตอนแรกผมสนุกมาก ไม่คิดถึงบาปบุญอะไร แต่พอถึงจุดหนึ่งกลับมาคิด มันน่าจะไม่ใช่แล้ว มันเกินไปแล้ว รู้ได้ เอ๊ะ! คนอายุเกือบปลาย 70 กลางวันนั่งสับฟืนแง่กๆ ยักแย่ยักยัน มันจะค้ายาอะไรนักหนาวะเนี่ย เอ๊ะ! ทำไมมันง่ายจัง คนๆ หนึ่งจะตาย มันไม่น่าจะง่ายขนาดนั้น ตรงไหนก็จัดการได้ ในกรุงเทพฯ ก็ได้ แล้วเราก็ไม่มีความผิด บนรถนี่ง่ายที่สุด ตามสี่แยกไฟแดง แล้วเขามีชื่ออยู่ในบัญชีจริงมั้ย ? ผมว่ามันผิดจากรูปคดีไปเยอะ ผู้นำท้องถิ่นฝ่ายตรงข้ามก็ใส่ชื่อมา”

ชาติกล่าวว่าพอเขาจะฉุกคิดได้ทีไร ก็จะมีคนมาฉุดรั้งให้เขาไปทางเดิมทุกครั้ง แต่เมื่อทำไปนานวันเข้าเขาก็สบตากับความจริงเข้าจนได้

“บัญชีนี้มันไม่ได้กรองเท่าไหร่ แค่ส่งมาจากตำรวจท้องที่ ซึ่งเป็นการส่งทางลับ บางคนเขาผิด แต่เขาหยุดไปแล้ว หรืออาจพัวพันแค่ลูกหลานแล้วใส่มาทั้งหมู่บ้าน ใส่มาทั้งครอบครัว มีคนไม่ได้ทำจริงๆ อยู่ในรายชื่อเยอะ ตอนนั้นเฉพาะภาคเหนือกับอีสานเยอะมาก แนวชายแดนก็เยอะเหมือนกัน

“จนตอนหลังผมเริ่มไม่ค่อยพูด เริ่มทึบๆ มึนๆ ที่บ้านจะรู้ และฝันร้ายตลอด บางทีละเมอ ตอนหลังผมเริ่มกลับไปอยู่บ้าน ใจผมว่าน่าจะพอแล้ว ถ้าไม่ลาออกก็ต้องทำงานนี้อยู่ พอเราเริ่มคิดก็มีกระแสต้านนโยบายนี้ขึ้นมา จึงได้หยุด ซึ่งในบัญชียังมีอีกเยอะมาก มีทั้งคนแก่ เด็ก ผู้หญิง”

ชาติมีเส้นจริยธรรมส่วนตัวว่าเขาจะไม่ปลิดชีวิตผู้หญิง และละเว้นให้คนแก่ไร้พิษภัยแม้ว่าจะมีชื่ออยู่ในบัญชีก็ตาม แต่ถ้าเป็นชายหนุ่มเลือดร้อนคึกคะนอง เขามักจะไม่ถูกชะตาอยู่แล้วจึงไม่เคยเว้น สิ่งที่ชาติเล่าให้ฟัง นำมาสู่คำถามว่าถ้าหากชื่อในบัญชีเป็นชื่อที่รัฐกำหนดมาจริงๆ ทำไมชาติจึงเลือกละเว้นตามอำเภอใจได้ เขาจะไม่มีปัญหากับผู้บังคับบัญชาที่สั่งการมาหรือ ? ชาติเฉลยว่า

“นโยบายเขาไม่ได้บังคับให้ต้องทำเยอะขนาดนี้ แต่ความรู้สึกของตำรวจในตอนนั้นคือถ้าทำให้พวกนี้มันไม่มีได้ก็ดี ยาเสพติดมันเยอะเหลือเกิน ถ้ากำจัดสักทีคงได้การ ทั้งที่จริงๆ แล้วเราไม่ควรไปตัดสินขนาดนั้น ค้าก็จับกันไป และมีบางทีที่ตำรวจบางคนไม่จับ แต่ไปไถรีดเอาตังค์ มันไม่หมดอยู่ดี ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอะไรได้เลย”

ชาติเริ่มวางมือ เตรียมตัวลาออก และค่อยๆ ถอยออกมาจากภารกิจที่ทำให้เขาฝันร้าย แต่แล้วมีงานหนึ่งเข้ามา เขารับงานนั้น โดยไม่รู้ว่ายุคสมัยที่ตำรวจมีอำนาจล้นมือกำลังจะสิ้นสุดลง

“ตอนนั้นผมมีอายุราชการ 22 ปี ถ้าทำให้ครบ 25 ปี จะได้บำนาญ ผมเลยประคองอยู่ 2-3 ปี หยุดแล้ว นายก็เข้าใจ เรียกใช้เราน้อยลง แต่ปี 2548 มีรายชื่อหนึ่งเข้ามา ผมรับจัดการด้วยความอยากแสดงให้ใครบางคนเห็นว่าเราก็เป็นคนจริง”

ความผันผวนทางการเมืองเกิดขึ้น เกิดการสับเปลี่ยนขั้วอำนาจ ความตายจากฝีมือของตำรวจที่เคยเกิดขึ้นเป็นปกติกลายเป็นสิ่งที่ผู้มีอิทธิพลขณะนั้นต้องการผู้ชดใช้ ชาติคือเบี้ยเล็กๆ ที่ชนชั้นนำหลายฝ่ายตกลงร่วมกันว่าจะยอมสูญเสียไป เพื่อรักษาเกมแห่งศักดิ์ศรีและความปรองดองระหว่างชนชั้นนำด้วยกัน ชาติถูกตัดสินให้รับโทษประหารชีวิต เขาเข้าสู่เรือนจำบางขวางอย่างคนที่รู้ว่าจะมาเจออะไร เขากะการณ์อย่างรอบคอบ ตั้งใจมาเพื่อปฏิบัติตัวดี พยายามไม่มีปัญหากับใคร เพื่อจะได้ออกไปโดยเร็ว และตัดสินใจสู้คดี

ตีตรวนและโจทก์เก่า

“พอเข้าบางขวางเขาตีตรวนเลย ตรวนสนิมเขลอะ นักโทษต้องมีสกอตไบรท์และฝอยสแตนเลสคอยขัดตรวน ไม่งั้นมันจะกินเนื้อ เผลอไม่ได้ ทุกวันนี้ผมก็ยังมีแผลอยู่ จิตใจไม่ต้องพูดถึง เวลาตรวนอยู่ในเท้า ผมเริ่มสงสัยว่าตัวเองยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า”

ชาติอยู่กับตรวน 5 ปี ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันแรกเมื่อปี 2548 จนถึงวันที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตรวนของบางขวางเป็นเหล็กสองหุน ใหญ่โต น้ำหนักเต็ม นักโทษทุกคนจะโดนเชื่อมตรวน โดยให้นักโทษที่ชำนาญตีเหล็กที่ง้างอยู่ให้โค้งเข้ามาเป็นเส้นเดียว ไม่มีทางที่ใครจะง้างตรวนได้ ในยุคหลังได้เปลี่ยนมาใช้แม่แรงเชื่อมตรวน ก่อนที่กลไกทางด้านสิทธิมนุษยชนจะผลักดันให้มีการยกเลิกการใส่ตรวนได้สำเร็จ ในปี 2556 ชาติได้ลิ้มรสอิสรภาพจากการปลดตรวนเพียงแค่ปีเดียว ชีวิตส่วนใหญ่ในคุกของเขามีตรวนเป็นเหมือนอวัยวะหนึ่งของร่างกาย

“พอถูกตีตรวนแล้ว ผมหิ้วตรวนขึ้นมาแล้วเดินถ่างขาแบบเป็ด ถ้าเดินปกติ ตรวนจะฟัดตาตุ่ม หลายคนเมื่อถอดตรวนแล้วยังเดินอยู่อย่างนั้น เสียบุคลิกไปเลย ตอนแรกผมคิดว่าน่าจะเป็นกรรมจากที่เราเคยจับผู้ต้องหาร้อยพวงกันมา แต่อีกเสียงในใจเถียงว่าเราทำเพราะรักษากฎหมาย

“เสียงตรวนจะดังกรุ๊งกริ๊งๆ เหมือนเข็ม ดังทีแทงที วันหนึ่งๆ เหมือนแทงไม่รู้กี่หมื่นกี่พันเล่ม พ่อแม่เราตีมันไม่เจ็บหรอก แต่เสียงตรวน เราได้ยินยาวนาน แทงอยู่อย่างนี้ ย้ำอยู่อย่างนั้น เหมือนไม่เจ็บแต่แทงอยู่”

จากคนในเครื่องแบบที่เคยชี้เป็นชี้ตายผู้อื่น เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คุมครั้งแรก ชาติกล่าวว่า “เหมือนเรากลายเป็นขี้เถ้า ถ้าเป็นไฟคือลุกขึ้นมา มีพลัง แต่นี่มันมอด ผมจำคำพูดได้แม่น ‘เฮ้ย! มึงใครวะ’ ‘นักโทษครับ’ ‘ไอ้เหี้ย แม่ง กวนตีน มึงเป็นห่าเหวมาจากไหนกูไม่เกี่ยว ตำรวจเหรอ’ ‘เคยเป็น’ ผมพยายามซอฟท์ให้เขารู้ว่ากูกลัวมึง

“ยุคนั้นนักโทษประหารเข้ามาต้องโดนทุบด้วยกระบองก่อนเป็นอย่างน้อย ผมมารู้ทีหลังว่านี่เป็นวิธีกำราบไม่ให้ไปสร้างเรื่อง ถ้าโดนอย่างนี้แล้วจะเจี๋ยมเจี้ยม ไม่มีปัญหากับคนที่อยู่ก่อน เพราะถ้าเราเข้าไปแล้วมีอีโก้สักนิดเดียว ชีวิตเราไม่เหลือ เพราะในนั้นนักโทษเกลียดตำรวจมาก เคยมีตำรวจหลายคนโดนนักโทษซ้อมสะบักสะบอม ช่วยกันไม่ได้เลย เขาเลยจัดการให้เราสยบยอม เหยียบเราให้แบนไว้ก่อน และเหยียบหนักกว่านักโทษธรรมดาหลายเท่า ผมเพิ่งรู้ แต่ตอนนั้นผมเถียง โกรธมาก จำ ในใจคิดว่า ‘ถ้ากูไม่ตายในคุก เจอกัน’
.
“เขาสั่งให้เพื่อนผมถอดเสื้อผ้าล่อนจ้อน เพื่อนที่ยืนซีดๆ อยู่ มันสั่นเลยนะ ไอ้เราก็พลอยสั่นไปด้วย จะพูดว่ามึงสั่นอะไรนักหนาก็ไม่กล้า ผู้คุมบอกให้เพื่อนผมอ้าปาก แล้วเอาไม้กระบองจิ้ม ใต้ลิ้น จมูก หู ฯลฯ ให้โก้งโค้ง เอาไม้กระบองทิ่มตูด เขี่ยซ้ายเขี่ยขวา พอมาถึงผมเขาก็ทำแบบเดียวกัน แต่ใช้ไม้กระบองอันเดิม นาทีนั้นเหมือนโลกหยุดหมุน”

ชาติกล่าวว่าในเวลานั้นแม้เขาจะพยายามสงบเสงี่ยม เพราะตั้งใจมาเพื่ออดทนแต่ยังอดไม่ได้

“เขาไปจิ้มตูดไอ้นี่มา แล้วตูดมันลาย มันนั่งมันอึมาทั้งวันแล้ว แล้วมาจิ้มผมต่อ โอ้โห! ผมค้อนเลย แล้วไอ้เพื่อนที่ว่าซีดๆ มันเริ่มขำ มันเริ่มมีน้ำมีนวลเลย เราก็ต้องยอม เอ้า จิ้มไปๆ เขี่ยไปๆ เขี่ยลิ้นก็ต้องยอม ไม่ตาย พะอืดพะอมยังไงก็เอา ตอนนั้นผมถ่มน้ำลายไม่ได้ ต้องกลืน เพราะในคุกห้ามถ่มน้ำลาย ตอนนี้ล่ะที่ผมเจ็บใจมาก มันโหดมาก เดี๋ยวนี้กลืนน้ำลายยังต้องนึกถึงภาพนี้ทุกครั้ง”

แม้ด่านแรกจะโหดเพียงใด แต่ด่านต่อมากลับน่าสะพรึงมากกว่า เมื่อชาติได้เจออดีตนายก อบต. ที่เขาเคยจับเข้าคุกด้วยมือของตนเอง โจทก์เก่ารายนี้เข้ามาอยู่บางขวางก่อนชาติ 2 ปี มีลูกน้องอยู่ในคุกแล้วเรียบร้อย

“ผมคิดว่าเขาเป็นเจ้าภาพเราแน่ ‘เจ้าภาพ’ คือคู่แค้นที่จ้างซามูไรมารุมกระทืบเรา ‘ซามูไร’ คือพวกที่ไม่เกี่ยว ให้นม 1-2 กล่อง จ้างสัก 20 บาทก็เอาแล้ว ผมพยายามทำเป็นไม่เห็น ไม่รู้จัก แต่เขาเดินมายกมือไหว้ เล่าให้ฟังว่าเขาสู้คดีอยู่ ผมก็คุยว่า ‘เป็นไง คิดว่าคดีมึงยกไปแล้ว ที่จริงคดีมึงไม่มีอะไร พยานก็ไม่มี เพียงแต่ฝ่ายโน้นมันมีญาติเป็นนายทหารแค่นั้นแหละ’ เราได้ข้อมูลอะไรก็พรั่งพรู ป้องกันตัวไว้ก่อน (หัวเราะ) แล้วเขาก็พาผมไปกินข้าว ตอนนั้นนักโทษกินข้าวแดงกัน แต่เขาสั่งข้าวที่เมียผู้คุมหุงมาขาย จากนั้นก็เป็นเพื่อนกันจนทุกวันนี้”

ชาติคิดว่าเขารอดมาได้เพราะจำคำพ่อที่ว่า ‘อย่าซ้อม’ เขาไม่เคยซ้อมคน รวมทั้งอดีตนักการเมืองท้องถิ่นรายนั้นด้วย “สุดท้ายแล้วคนในบางขวางที่เป็นคนใต้ ทั้งชุมพร สุราษฎร์ฯ นครศรีธรรมราช ฯลฯ มีแต่คนที่ผมไปตามจับมา (หัวเราะ) แต่ทุกคนเข้าใจ เพราะเขามาอยู่ก่อนเรา และผมโชคดีอีกครั้ง ผู้คุมที่อยู่ในแดนเป็นคนใต้ เขามีอะไรก็เมตตาผม เห็นว่าผมเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้แล้ว ให้ผมไปสอนหนังสือ โชคดีได้อยู่ในที่ที่ไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเรื่อง แต่พอคนอื่นมีเรื่องเราเห็นทุกครั้ง เห็นการแทง ทุบตี ผูกคอตาย เป็นทุกข์จนไม่พูด เบลอ ไม่กิน ไม่อาบน้ำ ไม่หลับไม่นอน เอาแต่นอนดูพัดลม ฯลฯ”

ชาติมั่นใจว่าเขาจะไม่เป็นเหมือนคนอื่น ด้วยนิสัยร่าเริง และเป็นคนมีกำลังใจดี แต่แล้วเขาพบว่าบางทีเขาอาจคิดผิด

ช็อต ซึม รั่ว บ้า ตาย

 “นักโทษนี่ถ้าเป็นนกคือนกคนละฝูง แต่จำใจต้องมาอยู่ในกรงเดียวกัน ต้องกิน ขี้ เยี่ยว อยู่ในขันน้ำใบเดียวกัน ล้างตูดล้างหน้าล้างขี้แปรงฟันคือขันใบนี้ ต้องอยู่กับคนที่มาจากต่างที่ต่างถิ่น 20 กว่าคนในห้องเดียว เดือนแรกผมไม่ถ่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย เดือนที่ 2 มีหงอกเส้นแรก ตอนนั้นผมอายุ 45 ไม่เคยมีหงอกมาก่อน ปีเดียวผมขาวเต็มหัวเลย ไม่น่าเชื่อ”

ชาติกล่าวว่า ในห้องประหารคนที่ทนไม่ได้มีมากมาย และกลายเป็นอาการทั้ง ช็อต ซึม รั่ว บ้า และบางคนเลือกที่จะตาย

“ช็อตนี่อาการแรก เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ซึมนี่เริ่มเฉื่อย ทอดอาลัยตายอยากแล้ว ไม่กินข้าวปลา รั่วคือเกือบบ้า และบ้า แต่คนบ้าที่นี่เหมือนคนไม่บ้า กินของเพื่อนจนหมด เอากางเกง ถุงเท้าสวยๆ ของเพื่อนมาสวม สบู่ยาสีฟันอย่าเผลอ ผมไปวันแรกที่บ้านส่งสบู่เหลวเดทตอลมาให้อย่างดี เพราะในคุกมันสกปรก บีบ ปิดตาล้างหน้า ลืมตาขึ้นมาของหายแล้ว เอาผ้าไปตาก กลับมาแป้งฝุ่นหายแล้ว เวลาย้ายแดน ไอ้คนที่ย้ายจะรูดไม้แขวนเสื้อใหม่ๆ ไปด้วย ความพร่องทำให้เป็นอย่างนี้

“ส่วนคนที่ถูกขโมยโวยวายไม่ได้ จะโดนว่าเป็นคนไม่ดี ในคุกคนแหกกฎ ทำผิด เสียงดัง ด่าไอ้ห่า ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ คือคนดี ถ้ามาพูดครับผม ขอบคุณ ถือว่าคุณชั่ว ในคุกต้องกร่าง สลับกันเลย ถ้าคนไหนสุภาพ จะอยู่ยาก โดนรังแก มีนักโทษไนจีเรียคนหนึ่งเราเรียกมันว่า ‘ไอ้ดำ’ มันเล่นฟุตซอลกับเรา พวกเราแกล้งเตะมัน ล้มลุกคลุกคลานไปกระแทกคนอื่น มันขอโทษพูดว่า ‘ซอรี่’ คนถูกชนสวนกลับว่า ‘ซอรี่หัวคว-’ ตั้งแต่นั้นมามันก็พูด ‘ซอรี่หัวคว-’ นี่คือวัฒนธรรม ถ้าดิบเถื่อนอย่างนี้อยู่ได้ มีพวก แต่ถ้าครับผม ขอบคุณ คุณจะไม่มีพวกเลย ถือว่าคุณเป็นฝ่ายตรงข้าม”

ชาติบอกว่าแม้ตัวเขาจะมีเพื่อน ปรับตัว และเอาตัวรอดได้ดี นึกว่าตัวเองจะหลุดรอดจากอาการที่ชาวคุกมักเป็นกัน แต่เขาพบว่าประเมินตัวเองผิด

“พวกที่ก้าวร้าว อาละวาด ด่า ชกต่อย จะโดนล็อคตัวหมด ซึ่งผมไม่โดนเพราะผมนิ่ง แต่ผมไม่รู้ว่าที่เราคิดว่าเราปกติ เราไม่รู้ว่าเราไปแล้ว เราลืมหลายอย่าง ลืมคนนอกคุก ลืมว่าเราอยู่มากี่วันแล้ว วันนี้วันที่เท่าไหร่ เริ่มเล่นกับคนกะเรี่ยกะราด ปล่อยตัว กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ไม่กิน

“ถ้าเราไม่กินข้าวไม่กินน้ำ จะเริ่มนิ่ง เริ่มเบลอ ทางคุกจะมียาอยู่ 3 เม็ด เขาเรียกยาผีบ้า ถ้ากินยานี้แล้วจะนอนหลับ ลืม และหายเมื่อย ผมถามหมอว่าผมเป็นโรคอะไร แกบอกว่าเป็นโรคคุก โรคคุกนี่ไม่มีใครรักษาได้ หมอก็รักษาไม่ได้ หมอบอกว่าคนที่ยังมาขอกินยาถือว่ายังแก้ไขได้ คนอาการหนักกว่านี้ยาก็ไม่เอา จะก้าวร้าว ถ้าถึงขั้นนี้เขาจะล็อคตัวแล้วฉีดยาเลย ล็อคทีหนึ่งเป็นเดือน ปล่อยออกมาแล้ว ขนาดเดินชนเสา ถ้าเพื่อนไม่มาดึงออกก็ยืนอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง ตัวแข็ง เดินเลี้ยวไม่ได้”

สิ่งที่มากับโรคคุกของชาติที่เจ้าตัวรู้สึกเจ็บปวดที่สุด คือเขาพบว่าความทรงจำนอกคุกของเขา สิ่งที่ยืนยันว่าเขาเป็นใครมาก่อนค่อยๆ หลุดร่วงไปทีละน้อย

“ผมจะเขียนจดหมายถึงลูกสาว เพราะลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ อยากเขียนบอกให้ลูกตั้งใจเรียน แต่ผมลืมชื่อลูก ผมนึกยังไงก็นึกไม่ออก ถามใครไม่ได้ด้วย เอ๊ะ! มันชื่ออะไร เราตั้งชื่อลูกเองนะ วันเกิดเราจำได้ แต่มันชื่ออะไร จ่าหน้าซองไม่ได้ ผมคอยว่าถ้าพี่ชายมาเยี่ยมผมจะถามชื่อลูก แต่พอมาจริงผมก็ลืมถาม ผมมานั่งคิด เราตก ตกแล้วจริงๆ จะว่าตกนรกก็ใช่”

อ่าน “จากตำรวจในสงครามยาเสพติดสู่ชีวิตนักโทษประหาร ตอนที่ 2” ได้  ที่นี่