คืนเดือนเด่นสว่าง   

ทะเลพร่างระยิบตา

เรือไดล่องทาบทา    

ราวไฟวับขับแรงขวัญ

วันนี้เป็นวันดี  

หมึกระรี้เล่นแสงจันทร์

ฮุยเฮเร่มาพลัน   

ทะเลปันปรนปรีดา

หน้าหนาวคือคราวชื่น 

คนในคลื่นเสาะสรรหา

ปลาดีมีราคา    

ปลาดารามาชุมนุม

กวาดกวักวักเถิดเพื่อน 

ก่อนถึงเดือนมรสุม

ไหว้แม่ย่างนางคุ้ม   

วอนคลื่นอุ้มปลารอคอย

น้ำใดมีปลาดี

มี “ไอ้ทรี” โลสองร้อย

น้ำนั้นเราจะลอย   

เรือรอลากพรากไปชม

“ไอ้ทรี” คือพระเอก  

มีมนตร์เสกค่าขนม

เสื้อผ้า ยา ข้าว นม  

เสกเมียผมอารมณ์ดี

น้ำนิ่งให้รีบตื่น

คนในคลื่นซึ้งวิถี

คลื่นราบปลาทวี   

ปลดเรือซีใต้แสงดาว

ไหวตามความสงบ   

พร้อมปรับปรบชเลด้าว

ใต้ประกายพรึกพราว  

ดึงเบ็ดสาวสินในน้ำ

หน้าหนาวคลื่นเงียบเชียบ  

ทะเลเรียบปลาคลาคล่ำ

ไกลกลิ่นน้ำมันดำ   

ไกลสิ่งทำให้แปลกปลอม

ไกลอวนลากอวนรุน  

ไกลนายทุนไกลอวนล้อม

คือที่ที่เอื้อออม           

ถ้อยถนอมหลอมชีวิต

ล่วงก้าวเข้าย่ำสาย   

ถึงคราวบ่ายหน้าเข้าฝั่ง

“ไอ้ทรี” ที่ข้องขัง        

คือทรัพย์สินคือศักดิ์ศรี

ลูกเมียอุ่นอิ่มท้อง        

น้องพี่พ้องเพื่อนเปรมปรีดิ์

ยิ้มได้เต็มชีวี           

ด้วยปลาดีที่คาดคอย

กราวกราวเกร่งกร่างกรู   

เสียงกุ้งปูพรูลงถัง

บ่งว่าหน้าคลื่นคลั่ง       

ฝนพรักพรั่งกำลังมา

คลื่นลมกั้นเรือน้อย         

ไม่ให้ลอยดั้นข้ามหน้า

แต่กอบปูกุ้งมา              

ซุกซบฝั่งดั่งปราณี

ชาวอวนเร่งเย็บอวน           

เรือเรรวนซ่อมเร็วรี่

พักเรือเสียหน้านี้                

ยามนทีป่วนแปรปรวน

ทำมาหาเลี้ยงท้อง              

โลดครรลองผกผันผวน

โอนอ่อนทว่าทวน               

กระแสบ่ากว่าสายน้ำ.

หมายเหตุ: บทกวีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการที่ผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มประมงเรือเล็ก จ.ระยอง ร่วม 7 วัน และเห็นมลพิษต่างๆ ที่ค่อยๆ รุกคืบเข้ามา รวมทั้งการเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าว จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวประมงไปทีละน้อย