*คอนเท็นต์ที่มีสัญลักษณ์ Detectteam Archive คือคอนเท็นต์ที่โยกย้ายมาจาก www.detectteam.com ซึ่งยุติการทำงานแล้ว และกองบรรณาธิการหลักของ Detectteam ได้ย้ายพื้นที่มาสร้างสรรค์เนื้อหากับ Pepperoni News ต่อไป

เวลา 21.30 น. ภายในอุโมงค์ห้วยขวาง ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ความมืดโรยตัว แสงไฟริมถนนและผู้คนคับคั่ง ช่วงเวลาดังกล่าวการจราจรยังคงมากด้วยรถติดแน่นขนัดอันเป็นธรรมดาของถนนเส้นนี้

แต่วันเวลาดังกล่าวกลับมีเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น เมื่อมีมอเตอร์ไซค์พุ่งชนท้ายรถยนต์อย่างแรง ทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์กระเด็นหัวฟาดถนนเสียชีวิตคาที่ เป็นอุบัติเหตุอันน่าสลดที่เกิดขึ้นซ้ำซากเป็นประจำในการจราจรของกรุงเทพฯ

“วันนั้นผมกำลังนั่งคุยกับเพื่อนอยู่ใต้หอย่านห้วยขวาง รุ่นน้องที่เป็นอาสามูลนิธิขี่รถมาซื้อน้ำที่ร้านค้าใต้หอ แล้วบอกว่ามีรถชนที่อุโมงค์ ผมจึงขี่รถไปดู ก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์นอนตะแคงชนท้ายรถเก๋ง ทีนี้ตำรวจลองค้นรถ ก็พบยาเสพติดอยู่ใต้เบาะรถมอเตอร์ไซค์คันนั้น ผมเป็นผู้สื่อข่าวคนเดียวที่ได้ภาพในวันนั้นไป”

จอน ชายหนุ่มผิวเข้มกล่าวถึงอุบัติเหตุเสียชีวิตที่มีประเด็นข่าวว่าพบยาไอซ์จำนวนหนึ่ง พร้อมกับโจ๋ (อุปกรณ์เสพยาไอซ์) อีกจำนวนมากในรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้ตำรวจต้องเข้ามาตรวจสอบเพื่อหาว่าผู้เสียชีวิตรับยามาจากไหนและจะไปส่งยังที่ใด กลายเป็นประเด็นข่าวสำคัญขึ้นมาทันที

ด้วยปัญหาของสภาพการจราจรที่เดินทางไปได้ยาก จอนจึงเป็นนักข่าวคนเดียวที่ไปทำข่าวชิ้นนี้ ก่อนจะส่งให้กับช่องโทรทัศน์ต่างๆ ไปนำเสนอในเวลาต่อมา สถานะของจอนไม่ใช่นักข่าวมีสังกัดเหมือนนักข่าวทั่วๆ ไป แต่เขาคือ “สตริงเกอร์ข่าว” หรือ “ฟรีแลนซ์ข่าว” ที่ต้องตระเวนล่าข่าวเพื่อส่งให้สถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ เพื่อแลกกับเงินเดือนประทังชีวิต ซึ่งจอนยึดอาชีพนี้มา 5 ปีแล้ว

“ช่วงแรกๆ ทำงานครบ 24 ชั่วโมงเลย จบงานข่าวหนึ่งก็มีอีกงานข่าวหนึ่งมา เหนื่อยมาก ทำงานก็ไม่มีโบนัส ไม่มีสวัสดิการเหมือนพนักงานประจำ แถมต้องรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายเอง ทั้งค่าน้ำมันรถ ค่าโทรศัพท์ แต่พอหักลบเรื่องรายได้แล้วก็โอเคเลย ทำมา 5 รู้สึกภูมิใจที่ได้เห็นข่าวของตัวเองไปออกช่องโทรทัศน์”

ให้ความรู้สึกเหมือนภาพยนตร์เรื่อง Night Crawler ที่ Jake Gyllenhaal นักแสดงฮอลลีวูดแสดงนำ บรรทัดต่อไปนี้ แม้เรื่องราวจะไม่รุนแรงเหมือนภาพยนตร์ แต่มีแง่มุม เป็นชีวิตอีกด้านของฟรีแลนซ์…คนล่าข่าว

ฟรีแลนซ์ข่าวถือเป็นอาชีพที่น่าสนใจ พอๆ กับอาชีพฟรีแลนซ์ที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่ มีในแทบทุกวงการสื่อสารมวลชน ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการข่าวซึ่งมีฟรีแลนซ์เป็นจำนวนมาก เพราะทุกคนสามารถที่จะทำงานได้ หากมีอุปกรณ์และพาหนะ ส่วนใหญ่จะเป็นมอเตอร์ไซค์ซึ่งมีความคล่องตัว

รายได้ของฟรีแลนซ์ข่าวบางคนในแต่ละเดือนอาจจะถึงหลักหมื่น บางคนถึงหลักแสน ดังเช่น เปาะ ฟรีแลนซ์ข่าวรุ่นเก่าที่ทำงานมาตั้งแต่ปี 2549 ถึงตอนนี้ก็ 10 ปีกว่าแล้ว จนสามารถเปิดบริษัทเอง มีลูกน้อง 10 คน ทำข่าวส่งให้สถานีโทรทัศน์ 10 ช่อง มีรายได้ถึงเดือนละ 300,000 บาท

“ผมให้เงินเดือนลูกน้องไปเลย เริ่มที่ 12,000 บาทแล้วค่อยเพิ่มไปที่ให้เงินเดือนไม่ให้เป็นค่าข่าว เพราะบางวันอาจไม่มีข่าวเลยก็ได้ เขาจะเอาอะไรกิน ให้เป็นเงินเดือนจะดีกว่า ถึงเวลาก็เงินเดือนออกเหมือนพนักงานบริษัททั่วไป ที่สำคัญคือพวกฟรีแลนซ์ต้องเขียนข่าวเบื้องต้น พวก 5W1H[1] ต้องเป็น ต้องเล่าได้ว่า เหตุอะไร เกิดอะไรขึ้นที่ไหนอย่างไร พวกฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่เขียนข่าวไม่ได้ เพราะต้องถ่ายคลิป ถ่ายภาพเคลื่อนไหวก็ต้องจดจ่อกับการทำตรงนี้ ฟรีแลนซ์จึงคล้ายงานของช่างภาพมากกว่า แต่ด้วยความที่ส่งให้ช่องโทรทัศน์ ดังนั้นจึงต้องเขียนข่าวเบื้องต้นส่งได้ พอให้เอาไปออกรายการ ไม่ต้องละเอียดมากเหมือนหนังสือพิมพ์ บางครั้งส่งเป็นคลิป ก็ให้ทางช่องฟังแล้วเขียนข่าวตามภาพที่ถ่ายมา” เปาะเล่าถึงเบื้องหลังการทำงาน

ข้อดีของการทำงานเป็นฟรีแลนซ์ข่าว อย่างแรกคือ ไม่ต้องจบตรงสายก็ทำข่าวได้ แต่มีข้อเสียคือ ไม่มีเวลา เพราะต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่จะแบ่งพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นเขตๆ ขึ้นอยู่กับพื้นที่บ้านของแต่ละคนว่าจะอยู่ไหน แต่ข้อสำคัญก็คือ “อยู่วงการนี้ต้องทำงานอะลุ่มอล่วยกัน” เปาะกล่าว

การเป็นฟรีแลนซ์ข่าวนั้นต้องขยันวิ่งถึงจะมีรายได้ดี บางทีต้องมีสายข่าว เช่นพวกมูลนิธิซึ่งรับแจ้งเหตุ บางครั้งตอนปีใหม่ก็ให้ของขวัญ พาไปเลี้ยงข่าว ต้องช่วยเหลือกัน เพราะบางครั้งต้องให้มูลนิธิไปถ่ายคลิป จึงต้องเชื่อมความสัมพันธ์กันไว้ เพราะการทำฟรีแลนซ์ข่าวไม่ใช่ง่าย ๆ ต้องมีพรรคพวกเพื่อนฝูง เปาะอธิบายว่า

“อย่าลืมว่า ฟรีแลนซ์เขียนข่าวไม่คล่อง บางทีก็ต้องขอข่าวนักข่าวที่รู้จักช่วยส่งให้ เพราะนักข่าวมีความชำนาญกว่า บางทีไปไม่ทันก็ฝากเพื่อนฝูงในวงการข่าวช่วยถ่ายคลิปไว้ด้วย ฟรีแลนซ์ที่แล้งน้ำใจ ไม่มีพรรคพวก ไม่ช่วยเหลือกันจะอยู่ไม่ได้”

การเป็นฟรีแลนซ์ข่าวต้องรู้จักทางเป็นอย่างดี เปาะนั้น อดีตก่อนเคยทำงานเป็นคนส่งเอกสารมาก่อน คล่องทางในกรุงเทพฯ ช่องข่าวสามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง บางทีนักข่าวของสถานีช่องหลักต้องออกเวร หากให้อยู่ยาวช่องต้องเสียค่าโอที ฟรีแลนซ์ทำข่าวส่งช่องโทรทัศน์เขาจึงรับซื้อ แต่ไม่มีสวัสดิการให้ หากป่วยก็จบ ต้องรับผิดชอบเอง ฟรีแลนซ์บางคนไปทำข่าวรถล้ม ยางแบนโดนตะปูตำ แต่ถ้ามองในมุมของช่องข่าว เปาะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องดูแล เพราะว่าฟรีแลนซ์ไม่ได้บรรจุให้เป็นพนักงานของช่อง เขาจะเอาออกตอนไหนก็ได้ อาจจะมีสัญญา แต่ไม่ใช่พนักงานตัวจริง จะมองว่าช่องเอาเปรียบ ตรงนี้เปาะกลับเห็นว่าไม่ได้เอาเปรียบ ของแบบนี้มันอยู่ที่ตอนตกลงจะซื้อขายข่าวกันมากกว่า

ลักษณะการทำงานของฟรีแลนซ์ข่าวกับช่องโทรทัศน์นั้นเหมือนพ่อค้าแม่ค้าเอาของมาขายให้กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อจะต้องไปดูแลการทำงาน ดูแลสุขภาพของพ่อค้าแม่ค้าทำไม ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ซื้อขายกันไป

ชายหนุ่มกล่าวพร้อมอธิบายต่อว่าสถานีโทรทัศน์บางแห่งมีผลประกอบการขาดทุน อนาคตเกิดรายจ่ายเยอะ อาจเอานักข่าวในสังกัดออก มันไม่แน่นอน

“แต่ที่แน่นอนสุดคือซื้อข่าวจากฟรีแลนซ์ดีกว่า อย่าลืมว่านักข่าวของช่องข่าวไปงาน 1 เหตุ ใช้เงินราว ๆ 5,000 บาท ทั้งน้ำมันรถ ค่าจ้างคนขับ ช่างภาพ และนักข่าว แต่ถ้าซื้อข่าวจากฟรีแลนซ์เลย อาจจะเสียเงินแค่ 500-1,000 บาทเท่านั้น ถูกกว่ากัน 5 เท่าแถมคุ้มกว่า ทำไมเขาจะไม่ซื้อข่าวแทนเล่า เราขี่มอเตอร์ไซค์ไปคล่องกว่า ไวกว่าด้วย” ฟรีแลนซ์ข่าวมากประสบการณ์อธิบาย

ในช่วงที่ผ่านมาโทรทัศน์ช่องต่างๆ ปลดคนออกหลายระลอก ทำให้ฟรีแลนซ์น่าจะไม่ลดลง แต่อาจจะไม่เพิ่มขึ้น เพราะต่างซื้อข่าวจากฟรีแลนซ์ที่รู้จักและไว้ใจ ส่วนใหญ่ไม่มีการเซ็นสัญญาผูกขาด

ฟรีแลนซ์ข่าวมีโลกมืดเช่นกัน ฟรีแลนซ์ข่าวบางคนไปเรียกรับผลประโยชน์จากแหล่งข่าว โดยอ้างเป็นนักข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง จนทำให้เกิดความเสียหาย ต่อมาด้วยการแข่งขันที่สูง ทำให้ฟรีแลนซ์ผู้แอบอ้างนั้น ไม่ได้รับการว่าจ้างอีก เพราะวงการข่าวต่างรู้กันว่าฟรีแลนซ์ข่าวที่เรียกรับผลประโยชน์นั้นเป็นใคร

“ผมสนับสนุนให้เด็กรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาทำงาน แต่ขอให้ข้อคิดว่ามาทำเพื่ออะไร เพื่ออยากเท่ อยากมีสังกัด ตำรวจจะได้ไม่จับ อันนี้ไม่สนับสุนน บางคนไปคิดว่าตัวเองเป็นนักข่าวก็เลยอวดเบ่ง ผมเองไม่เคยบอกว่าเป็นนักข่าว บอกว่าทำงานรับจ้างทั่วไป เวลาไปทำงาน หากใครถามว่ามาจากที่ไหน ก็บอกว่าถ่ายให้หลายช่อง ตอนเปิดบริษัทก็บอกลูกน้องว่า ให้ใช้ชื่อบริษัทเลย เพราะแหล่งข่าวก็รู้จักแล้ว แต่ย้ำว่าอย่าไประบุช่อง…เพราะเราไม่ใช่ตัวจริง” เปาะกล่าว

ด้านพลอย บรรณาธิการข่าวอาชญากรรมของโทรทัศน์ช่องหนึ่งกล่าวว่า สตริงเกอร์หรือฟรีแลนซ์ข่าวนั้นมีความสำคัญ โดยเฉพาะด้านความเร็ว ใช้ได้ทันทีแถมใช้แล้วต้องได้ด้วย คุ้มมาก หากใช้นักข่าวของช่อง จะต้องเดินทางด้วยรถยนต์ ขณะที่สตริงเกอร์ใช้เพียงจักรยานยนต์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีหลายพื้นที่และกว้าง การเดินทางก็ยาก การจราจรติดขัด ทางช่องจึงใช้ฟรีแลนซ์ข่าวที่รู้จักกันคอยส่งข่าวให้ประมาณ 4-5 คน ซึ่งมีเครือข่ายรู้จักกว้างขวางสามารถหาข่าวมาให้ได้ทันที บางคนเงินเดือนเยอะกว่านักข่าวของช่องด้วยซ้ำ แต่ต้องทุ่มเทและพัฒนาตัวเอง สตริงเกอร์ที่ช่องร่วมงานอยู่ ตอนนี้พัฒนาตัวเองมีกล้องที่ถ่ายแล้วมีคุณภาพระดับ High Definition ทำให้เอามาออกอากาศแล้วภาพชัดขึ้นกว่ากล้องทั่วๆ ไป

“ฟรีแลนซ์ข่าวที่เราใช้งานอาจส่งข่าวให้กับหลายๆ ช่องได้ เรามองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะข่าวเหตุการณ์ที่ใช้สตริงเกอร์ไปทำ จะมีประเด็นไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งแต่ละช่องจะเหมือนกันได้ แต่หากเป็นประเด็นใหญ่หรือมีประเด็นสำคัญๆ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัด ต้องยอมรับว่าเมื่อได้ฟุตเทจจากสตริงเกอร์มา บางครั้งต้องตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นภาพเหตุการณ์จริงๆ”

ทางช่องที่พลอยทำงานด้วย จะเริ่มใช้งานสตริงเกอร์ในช่วงหลัง 18.00 -06.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่นักข่าวภาคสนามของช่องเลิกงานไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเน้นเหตุอาชญากรรม ไฟไหม้ รถชน หรือตำรวจแถลงข่าวในช่วงดึกๆ ซึ่งช่องไม่มีนักข่าวภาคสนามแล้ว แม้จะคุ้มค่าไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก เพราะซื้อข่าวมาในราคา 300-400 บาท แต่หากมองในแง่ความเป็นข่าว การส่งนักข่าวภาคสนามไปทำข่าวเองจะดีกว่า เพราะนักข่าวจะได้รู้จักกับแหล่งข่าวในพื้นที่ ในเรื่องการทำข่าวตนเห็นว่าไม่ควรใช้สติงเกอร์เลย

“ที่ผ่านมาสตริงเกอร์จำนวนมากเขียนข่าวไม่เป็นเลย ทางช่องจะซื้อข่าวที่ต้องมีภาพและเนื้อหาข่าว เราต้องยอมรับว่าสตริงเกอร์จำนวนมากขอข่าวกันมา ซึ่งตอนส่งข่าวต้องเข้าระบบ เราต้องมาพิจารณาเลือกอีกทีว่าภาพที่ได้มาใช้ได้ไหม บางครั้งโทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลข่าวเบื้องต้น เพื่อตรวจสอบว่าสามารถให้ข้อมูลได้ไหม มีบางครั้งสตริงเกอร์ไม่สามารถให้รายละเอียดข่าวเบื้องต้นได้เช่นกัน ตรงนี้เราสามารถยกเลิกใช้งานสตริงเกอร์คนดังกล่าวได้ แต่ต้องชั่งน้ำหนักดี ๆ เพราะหากยกเลิกไป อาจจะเสียคอนเน็กชันในวงการข่าวไปได้ เพราะสำหรับวงการข่าว คอนเน็กชั่นสำคัญสุด ๆ…” บก.อาชญากรรมสาวเปิดเผย

ในมุมมองของพลอย สตริงเกอร์ข่าวไม่ใช่พนักงาน ไม่มีอะไรผูกขาด จะเลิกจ้างเมื่อไหร่ก็ได้ หากวันไหนสติงเกอร์ไม่มีข่าวส่ง ก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้ บางครั้งส่งข่าวมาก็ต้องดูว่าข่าวน่าสนใจพอจะนำเสนอได้ไหม หากนำเสนอได้จะมีการซื้อขายข่าว หากไม่นำเสนอก็ไม่ต้องจ่ายเงิน นอกจากนี้ทางช่องข่าวไม่ต้องการให้สติงเกอร์บางคนเอาชื่อช่องไปแอบอ้าง หาผลประโยชน์ การเลือกทำงานร่วมกับสตริงเกอร์ต้องดูดีๆ ต้องเลือกคนที่ภาพลักษณ์ดีหน่อย ไม่ใช่เลือกคนที่เห็นหน้าเห็นชื่อแล้วถึงกับยี้ทั้งวงการ

พลอยคาดว่าในอนาคตวงการสตริงเกอร์ข่าวจะดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น เพราะนักข่าวอาชีพจะผันตัวเองไปทำสตริงเกอร์ แถมนักข่าวอาชีพเห็นว่าไปทำข่าวครั้งหนึ่งส่งได้หลายช่องแถมยังเขียนข่าวเป็นอยู่แล้วด้วย ดังนั้นวงการสตริงเกอร์ในอนาคตน่าจะเติบโตมากขึ้นกว่าเดิมและจะมีหน้าใหม่ๆ เยอะขึ้น

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.นรินทร์ นำเจริญ อาจารย์คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ทัศนะในเรื่องนี้ว่า ฟรีแลนซ์นั้นเป็นนักข่าวอิสระ มีความหมายว่าไม่สังกัดกับสำนักข่าวใดเลย ดังนั้นจึงไม่มีใครให้สวัสดิการ เหมือนนักเขียนที่เป็นงานอิสระ แม้จะเสียเปรียบเรื่องสวัสดิการ แต่มีความได้เปรียบในแง่อิสระ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร  ข่าวนั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมหากคนทำข่าวไม่ได้รับการดูแลสวัสดิการ ก็ไม่มีความมั่นคง ขาดแรงจูงใจในการทำงาน แต่จะให้กลุ่มฟรีแลนซ์ข่าวไปรวมตัวกัน ก็ต้องมองว่า พวกเขาเป็นฟรีแลนซ์ เป็นอิสระกันอยู่แล้ว ไปรวมตัวกันก็อาจไม่ใช่ลักษณะที่พวกเขาชอบ หากทำเป็นสมาคมก็คงจะลำบาก แต่จำเป็นต้องมีการรวมตัวกันของฟรีแลนซ์บ้าง

รศ.นรินทร์เสนอแนวทางว่า สำนักข่าวอาจต้องยอมใช้งบประมาณส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือ ไม่ใช่ในลักษณะปัจเจก หรือให้เป็นรายๆ คน คือมองว่าพวกเขาก็ทำงานให้สำนักข่าว อาจนำเงินจากกองทุนพัฒนาสื่อของทางกสทช. หรือเงินบริจาคอื่นๆ มาดำเนินการในรูปของสมาคมหรือมูลนิธิ หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมนักข่าวก็ได้ เพราะฟรีแลนซ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย พวกนักเขียนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นฟรีแลนซ์ทั้งนั้น ในวงการข่าวช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 มีนักข่าวมาเป็นฟรีแลนซ์กันเยอะ ในช่วงสภาพเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนไปแบบยุคนี้ ยิ่งเอื้อให้เกิดฟรีแลนซ์ข่าวมากยิ่งขึ้น

ไม้ เมืองเดิม นักเขียนไทยซึ่งเป็นตำนานเสียชีวิตโดยไม่มีใครดูแล ทั้งๆ ที่ผลิตงานเขียนได้อย่างมหาศาล มันสะท้อนให้เห็นการดูแลขององค์กร สำนักข่าวควรทำมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ เพราะมาใช้ประโยชน์จากฟรีแลนซ์ คือได้ข่าวมารายงาน ต้องพิจารณาดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง

อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แสดงความคิดเห็นต่อแนวโน้มของฟรีแลนซ์ข่าวในอนาคตว่าสำนักข่าวใหญ่ๆ ก็ยังอยู่เพราะมีทรัพยากรมากกว่าและมีความสามารถในการไปเจาะข่าวได้ลึก หรือต่อยอดจากข่าวของฟรีแลนซ์ได้ ต้องยอมรับว่าข่าวจากฟรีแลนซ์นั้นได้เปรียบตรงความเร็ว เพราะเป็นคนในพื้นที่ ชำนาญเส้นทาง อีกทั้งคนยุคนี้ชอบจะทำงานอิสระ ไม่อยากเป็นลูกจ้างใครมากขึ้น อาจมีคนเข้ามาเป็นฟรีแลนซ์ข่าวมากขึ้น เพราะอุปกรณ์เอื้อให้ทำงานได้ แต่สำนักข่าวใหญ่ๆ เองหากได้ข่าวจากฟรีแลนซ์มาต้องเลือกแง่มุมนำเสนอข่าว ไม่ใช่ลอกข่าวมา 100% เลย

“คุณคิดถึงสื่อไทย ซื้อข่าวจากต่างประเทศ พวกสำนักข่าวใหญ่ๆ ระดับโลก แล้วเอามาแปลทั้งดุ้น ไม่ได้หาแง่มุมอื่นมานำเสนอ มันเลยกลายเป็นว่าซื้อข่าวจากเขามาแล้ว สื่อไทยนำเสนอเหมือนกันไปหมด ทั้งๆ ที่ควรจะทำมากกว่านี้” รศ.นรินทร์กล่าวทิ้งท้าย

ค่ำคืนนี้ จอนกำลังรอสายข่าวสักคนแจ้งเหตุที่มีประเด็นพอจะทำข่าวสักชิ้นส่ง เพื่อหาเงินมาจุนเจือรายได้ หวังใจให้มีภาพข่าวเด็ดๆ ที่เขาสามารถเก็บภาพได้คนเดียว เพราะจะทำให้ขายข่าวได้หลายช่องขึ้น ด้านเปาะกำลังบริหารงานสั่งลูกน้องในการทำงาน ส่วนพลอยยังคงนั่งรอและตรวจสอบประเด็นที่ฟรีแลนซ์ส่งภาพข่าวพร้อมเนื้อข่าวสั้นๆ มาให้ หากมีเหตุด่วนเธออาจจะใช้เปาะหรืออาจจะได้ภาพข่าวจากจอนส่งมา พวกเขาต่างมีบทบาทที่แตกต่างกันไป แต่ทุกคนกลับร้อยรัดอยู่ในความสัมพันธ์ของวงจรห่วงโซ่เพื่อประทังชีวิตเดียวกัน

เป็นวงจรที่หมุนเวียนอย่างไม่มีวันจักจบสิ้นแต่อย่างใด..วงจรของคนล่าข่าว..

หมายเหตุ: ชื่อของจอน เปาะและพลอย เป็นนามสมมุติ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เนื่องจากพวกเขายังทำงานในวงการข่าว ไม่ต้องการเปิดเผยว่าเป็นใครอันอาจกระทบต่อการทำงานได้