วงการข่าวอาชญากรรมเต็มไปด้วยเรื่องน่ากลัวและโหดเหี้ยม ต้องข้องแวะกับตำรวจ โจร เรื่องราวผิดกฎหมายมากมาย จึงคลาคล่ำด้วยนักข่าวชายเสียมาก แต่ ‘เพศ’ ก็ไม่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานเสมอไป

Old Journalists Never Die จะพามาพบกับยอดนักข่าวหญิงแห่งวงการข่าวอาชญากรรมระดับตำนาน ‘Edna Buchanan’ เธอรายงานข่าวเจาะลึกเกี่ยวกับวงการตำรวจในเมืองไมอามี ให้หนังสือพิมพ์ The Miami Herald ทำข่าวอาชญากรรมและข่าวความรุนแรงมาเกือบ 5,000 ชิ้น และได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ปี 1986

Buchanan เป็นนักข่าวหญิงในวงการข่าวอาชญากรรมคนแรกของไมอามี ผู้คนต่างรู้กันว่าเธอมีลายเซ็นต์ในการพาดหัวข่าวที่ทรงพลัง ในข่าวชิ้นหนึ่ง เธอพาดหัวข่าวถึงชายหนุ่มนาม ‘Gary Robinson’ ที่เมาแล้วเข้าไปในโบสถ์เพื่อสั่งไก่ทอดกลับบ้าน ด้วยความเมาและความยียวน เขาจึงถูกรปภ.ยิงตาย แน่นอนว่า Buchanan พาดหัวข่าวได้อย่างตราตรึงว่า “Gary Robinson died hungry” พาดหัวข่าวชิ้นนี้เข้าถึง จับใจผู้อ่านวงกว้าง และส่งผลให้ตำรวจต้องทำงานไขคดี

ความเก่งกาจของเธอยังความทึ่งให้นักข่าวอาชญากรรมรุ่นหลัง เธอรู้จักตำรวจในเมืองไมอามีแทบทุกคนทุกสน. ครั้งหนึ่งนักข่าวรุ่นน้องเคยถามเธอว่ารู้จักจ่าคนนี้ไหม Buchanan ยกนาฬิกาข้อมือมาดูเวลาแล้วพูดออกไปนิ่มๆ ว่า

“รู้จัก แต่ตำรวจคนนี้ออกเวรไปเมื่อ 20 นาทีก่อนแล้ว”

ประโยคเดียวทำเอาคนของหนังสือพิมพ์ Herald รู้ว่าเธอรู้จักตำรวจทั้งชายหญิงแทบทุกคนในไมอามี แม้แต่สน.ที่มีกำลังแค่ 27 นายหรือจะสน.ใหญ่ที่กำลังพลมากมายเธอก็รู้จัก แม้ว่าจะมีตำรวจที่เธอไม่รู้จักบ้าง แต่ขอบอกว่าตำรวจทุกนายในเมืองไมอามีรู้จักเธอหมดอย่างแน่นอน

เวลาเธอโทร.หาตำรวจแล้วบอกชื่อว่า Edna จะมีตำรวจน้อยมากที่ถามกลับว่า Edna ไหน

และชื่อต้นของเธอนั้นเป็นชื่อต้นไม่กี่ชื่อในเมืองไมอามี ที่คนจะรู้จักกันมากโดยไม่ต้องเจอหรือพบหน้าเธอ หนึ่งในชื่อต้นที่คนรู้จักกันอีกชื่อโดยไม่ต้องพบหน้าคือ ฟิเดล…. (เป็นชื่อต้นของฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำของคิวบา ซึ่งไมอามีนั้นอยู่ใกล้กับประเทศคิวบามาก นั่นแสดงให้เห็นว่าชื่อต้นฟิเดลกับชื่อต้นเอ็ดนานั้นดังแค่ไหนในสังคมไมอามีและข่าวหญิงคนนี้ของเราดังมากในเมืองนี้)

การทำงานของเธอคือการปฏิวัติการทำงานของนักข่าวอาชญากรรม ยุคที่เธอเริ่มทำงานในช่วงต้นทศวรรษ 1970 นั้น นักข่าวอาชญากรรมไม่ค่อยทำข่าวคดีอาชญากรรมแบบลงลึกมากนัก เธอเป็นคนแรกที่เริ่มทำข่าวอาชญากรรมเจาะลึกแบบยาวๆ มีข่าวต่อเนื่องอยู่หลายวัน

วิธีการทำงานของเธอคือ ตื่นแต่เช้าแล้วฟังวิทยุคลื่นสั้นรายงานเหตุของตำรวจก่อน เธอจะฟังทุกวันเพื่อหาประเด็น แม้ว่าวันนั้นเธอจะมีประเด็นข่าวในมือแล้วก็ตาม จากนั้นจะตระเวนไปตามที่ว่าการเมืองไมอามี แล้วถามข่าวจากนักข่าวอาชญากรรมที่เข้ากะดึก หากได้ประเด็นก็จะโทรศัพท์ไปหาตำรวจ แล้วถามว่า “สวัสดีค่ะ นี่ Edna นะ เกิดอะไรขึ้น ณ ที่นั่นนะ”

การทำงานของเธอโด่งดังพร้อมกับยอดขายของหนังสือพิมพ์ที่พุ่งพรวด แต่สำหรับพยานเหตุอาชญากรรม หรือแม้แต่ทนายหลายคนแนะนำไม่ให้ลูกความคุยกับเธอ หลายครั้งที่บก.ไม่แนะนำให้เธอหาข่าวอาชญากรรมมาเขียน โดยเขาอ้างว่าเมื่อครอบครัวอเมริกันเปิดหนังสือพิมพ์ตอนเช้าขณะจิบกาแฟ กินขนมปัง พวกเขาอาจตื่นตะลึงกับข่าวอาชญากรรมจนสำลักกาแฟหกใส่เสื้อได้

แต่ Edna ไม่เคยเชื่อฟังแถมยังสอนนักข่าวอาชญากรรมรุ่นใหม่ๆ ว่า “การที่จะมีสุขภาพจิตที่ดีและเอาตัวรอดจากบรรยากาศในกองบก.ได้นั้น มันมีกฎสำคัญอยู่ 3 ข้อด้วยกัน นั่นคือ อย่าได้เชื่อในตัวบก.เด็ดขาด อย่าได้เชื่อในตัวบก.เด็ดขาด และอย่าได้เชื่อในตัวบก.เด็ดขาด”

เป็นกฎสำคัญ 3 ข้อที่เธอเน้นย้ำกับนักข่าวอาชญากรรมรุ่นใหม่

นอกจากผลงานทำข่าวที่โดดเด่นแล้ว เธอยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับข่าวอาชญากรรมอีกหลายเล่ม เล่มที่ได้รับความนิยมคือหนังสือชีวประวัติซึ่งถ่ายทอดการทำข่าวอาชญากรรมของเธอ ซึ่งโดดเด่นอย่างยิ่ง

เทคนิคสำคัญที่เธอให้คำแนะนำนักข่าวอาชญากรรมรุ่นหลังคือ การโทรศัพท์ไปหาญาติผู้เสียชีวิต หรือพยานในเหตุฆาตกรรมต่างๆ ตลอดการทำงาน 17 ปี บนเส้นทางสายนี้ เธอถูกตัดสายวางหูนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งที่เธอทำไม่ใช่นั่งโอดครวญ แต่เธอจะรอไปอีก 60 วินาที ก่อนจะเริ่มแนะนำตัว ด้วยชื่อนามสกุลเต็มพร้อมต้นสังกัด หลายครั้งแหล่งข่าวเปลี่ยนใจยอมให้ข้อมูลกับเธอหรือให้คนอื่นมาคุยแบ่งปันข้อมูล

เธอบอกว่า “ไม่มีใครชอบนักข่าวสายตำรวจหรอก” นักข่าวสายนี้เสี่ยงกับการถูกตะโกนใส่หน้าในเชิงข่มขู่ เธอเล่าย้อนวันวานว่า สมัยเป็นนักข่าวหญิงในวงการนี้ใหม่ๆ ตำรวจผู้ชายยังไม่ชินกับการมีนักข่าวผู้หญิงเท่าใดนัก เป็นอุปสรรคในหนทางการพิสูจน์ตัวเองของเธอ กว่าจะได้รับการยกย่องให้เป็นตำนาน ณ วันนี้

จากหญิงสาวที่หลงใหลการเขียน และชื่นชอบข่าวอาชญากรรมทำให้เธอเลือกเส้นทางเดินสายนี้ และทำให้รู้ว่านักข่าวที่ดีและเก่งนั้น ต้องเคี่ยวกรำตัวเองมากขนาดไหน กว่าจะยืนได้ในจุดนี้

สุดท้ายนี้เพื่อนสนิทของเธอบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนักข่าวกับตำรวจนั้น เป็นความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ เช่นการที่นักข่าวยุคหลังทำข่าวเจาะลึกวงการตำรวจซึ่งมีส่วนได้เสียกับระบบงานของภาครัฐที่ส่อแววฉ้อฉล เกิดประเด็นที่น่าสนใจส่งผลสะเทือนต่อสังคมเป็นอันมาก

ทุกวันนี้ยอดตำนานของเรายังคงมีชีวิตอยู่ในวัย 79 ปี พักอาศัยอยู่คนเดียวกับแมวและสุนัข (เธอผ่านการหย่าร้างมา 2 ครั้ง โดยสามีคนแรกมีความเกี่ยวข้องกับหนึ่งในทีมย่องเบาคดีวอเตอร์เกต) และยังคงเป็นตำนานที่ได้รับการเล่าขานในเมืองไมอามีอย่างเต็มภาคภูมิ

เพราะเธอคือ Old Journalist Never Die ตัวจริงเสียงจริง จึงต้องขอน้อมคารวะไว้ ณ บรรทัดนี้ด้วย



อ้างอิง
1.https://www.newyorker.com/magazine/1986/02/17/covering-the-cops
2.https://www.pulitzer.org/winners/edna-buchanan
3.https://www.miamiherald.com/news/local/crime/article127480964.html
4.“คนข่าว ฉลาดทำงานศตวรรษ 21” ซึ่งเป็นหนังสือของเดวิด แรนดัล หน้า 190