เรื่องและภาพ ลีนาร์ กาซอ

เมื่อต้นปี มีรายงานระบุว่าประเทศไทยติดโผเด็กถูกรังแกในสถานศึกษาเป็นอันดับสองของโลก จะเป็นรองก็แต่ญี่ปุ่น ไม่ทันข้ามปี คลิปวิดีโอที่เด็กนักเรียนชั้นม.2 ใช้ความรุนแรงกับเด็กนักเรียนชั้นป.4 ก็โผล่มาสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั่วประเทศ ตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงมีบทลงโทษ

ขณะที่หลายคนตั้งคำถามว่าบทลงโทษสาสมแล้วหรือยัง ในมุมหนึ่งบนโลกออนไลน์ ศิริวรรณ พรอินทร์ หรือ หงส์ เด็กสาวที่กำลังเรียนชั้นม.4 ระบายความคับข้องใจออกมาเป็นเสมือนจดหมายเปิดผนึกถึงเหตุการณ์นี้ พร้อม 7 ข้อเสนอที่ไปไกลกว่าแค่บทลงโทษ แต่ลงลึกถึงรากของความไม่ใส่ใจเรื่องสิทธิอย่างจริงจังในโรงเรียน (อ่านข้อเสนอของศิริวรรณได้ ที่นี่)

“หลังดูข่าวนี้กับแม่ หนูโมโหมาก” เธอยืนยันว่า ถ้าเด็กและครูเข้าใจเรื่องสิทธิอย่างถ่องแท้ เหตุการณ์นี้คงไม่เกิดเพราะทุกคนจะเคารพในร่างกายของคนอื่นๆ รวมถึงตัวเอง

สายวันหนึ่งเราจึงชวนน้องหงส์กับแม่เจี๊ยบ – นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ประเด็นของคนชายขอบ เยาวชน จนถึงสิทธิในโลกออนไลน์ มาคุยเล่นกันแบบไม่เล่น เพราะประเด็นการกลั่นแกล้งในโรงเรียนไม่ใช่แค่ ‘เด็กแกล้งกัน’

ผู้ใหญ่จ๋า…ฟังเด็กบ้าง

“ตัวหนูเป็นของหนูค่ะ เด็กทุกคนก็เหมือนกัน ใครจะมาจับต้องได้รับอนุญาตก่อน – นั่นคือส่วนหนึ่งของสิทธิที่เด็กทุกคนควรได้รับรู้” หงส์พูด ก่อนจะเล่าเรื่องเพื่อนทะเลาะกันรุนแรงที่โรงเรียนให้ฟังเป็นฉากๆ

ความขัดแย้งในหมู่นักเรียนเกิดขึ้นเสมอและอาจไม่มีวันจางหาย แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตามมาไม่ว่าทั้งทางกายและใจต่างถูกมองผ่านสายตาผู้ใหญ่ว่า ‘แค่เด็กแกล้งกัน ขอโทษก็จบ’ ซึ่งหงส์มองว่า นี่คือความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

“ความคิดแบบนี้ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่มีใครรับประกันได้หรอกค่ะว่า หลังคำขอโทษจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก”

ข้อเสนอของหงส์จึงเริ่มต้นก้าวแรกใหญ่ๆ ด้วยข้อเสนอในการสร้าง ‘มาตรฐาน’ ร่วมกันผ่านการอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชนกับครูและนักเรียน “อย่างจริงจัง”

“ผู้ใหญ่หลายคนมักคิดว่าเด็กยังเล็กอยู่ ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก ทั้งที่จริงเด็กๆ สามารถรับรู้เรื่องสิทธิของตัวเองได้ตั้งแต่ประถม เพียงแต่การอบรมอาจต้องค่อยเป็นค่อยไปตามระดับการรับรู้ในแต่ละวัย” หงส์ อธิบาย “แต่ส่วนการอบรมครูคงต้องมากขึ้นไปอีก”

แม่เจี๊ยบเสริมว่า “เพราะสุดท้ายแล้วเด็กๆ ก็จะเฝ้ามองและทำตามผู้ใหญ่ที่เขาได้พบเจอในแต่ละวัน” ขณะที่เด็กหญิงสำทับ “หนูว่าครูคงต้องเปลี่ยนการสอนในเรื่องนี้เลยค่ะ”

“ต่อให้มีข้อมูลแน่นแค่ไหน ถ้าครูผู้สอนไม่เข้าใจอย่างแท้จริงก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเด็กได้ ตรงนี้จะยิ่งทำให้เด็กๆ เข้าใจได้มากกว่าแค่อ่านเองอยู่ฝ่ายเดียว”

อย่างไรก็ตาม แม้ในข้อเสนอจะเน้นให้นักเรียนร่วมเก็บข้อมูลด้วย เธอก็ยังไม่แน่ว่าจะได้ผลเต็มที่เพราะสุดท้ายเด็กที่ถูกเลือกก็มาจากการตัดสินใจแต่งตั้งตำแหน่งของครู โดยที่เด็กยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เด็กหญิงยอมรับว่ายังกังวลในส่วนนี้อยู่ แต่ก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว

“ระหว่างนี้ ผู้ใหญ่สามารถปลูกฝังให้เด็กๆ กล้าพูดว่า ‘ไม่’ กับคนที่จะมาทำร้ายตัวเองก่อนก็ได้”

 ขณะที่ข้อเสนอในการอบรมของเธอมองว่า ความรับรู้เรื่องสิทธิในประเทศยังเบาบาง คำพูดว่า ‘ประเทศไทยเปิดกว้างเรื่องสิทธิ’ ก็มักโผล่มาเป็นระยะ เด็กหญิงยิ้มและหลุดขำเล็กๆ ก่อนตอบว่า รู้สิทธิของตัวเอง แต่ไม่เคารพสิทธิของคนอื่นมากกว่า “ต่อให้มีกฎหมายแต่มันใช้ไม่ได้เพราะไม่ครอบคลุมพอ เหมือนมีไว้เพื่อประกาศว่ามีตัวตนแล้วเท่านั้น แต่ก็เอามาใช้จริงไม่ได้”

แม่เจี๊ยบเสริมต่อ “หนักกว่านั้นคือโดยหลักการกฎหมายมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองเมื่อมีการละเมิดคุกคาม แต่เมื่อเอาจริงๆ กฎหมายกลับถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมแทน”

มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นใช่ไหมคะ – เด็กหญิงถาม

ออฟไลน์-ออนไลน์: ความเจ็บปวดของเด็กมีอยู่จริง

หนึ่งในจำเลยที่ถูกเพ่งเล็งหลังเกิดเหตุการณ์นี้คือสื่อออนไลน์ จากบทสัมภาษณ์ของอธิบดีกรมสุขภาพจิตที่บอกว่า ‘เด็กเข้าถึงสื่อโซเซียลง่าย พ่อแม่และครูมีเวลาให้เด็กน้อย เด็กเรียนรู้ความรุนแรงจากเกม สื่อต่างๆ และไปใช้กับเพื่อน’ แต่แม่เจี๊ยบมองว่าจะโทษสื่อออนไลน์อย่างเดียวก็คงไม่ถูก

“เราว่าแม้แต่คำว่ารังแกก็มีปัญหา” แม่เจี๊ยบบอก “มันแปลมาจาก Bully ที่หมายรวมตั้งแต่การล้อเลียนเด็กซึ่งหลายครั้งที่ครูเป็นคนเริ่มและไม่มีใครหยุดจนถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเด็กเห็นว่าครูทำได้ การล้อเพื่อนไม่ว่าจะเป็นล้อชื่อพ่อแม่หรือล้อรูปร่างก็กลายเป็นเรื่องปกติ รังแกกันเป็นปกติ”

แกล้งกับรังแกมันคนละเรื่อง แต่เราดันแยกไม่ออกเพราะเราขาดเครื่องมือที่จะไม่ทำให้มองเรื่องพวกนี้เป็นแค่เรื่องปกติธรรมดา – แม่เจี๊ยบสรุปให้ ในขณะที่ลูกสาวนั่งพยักหน้าอยู่ข้างๆ

“ผู้ใหญ่มักโยงความรุนแรงเข้ากับภาพยนตร์หรือสื่อโซเชียล แต่สิ่งที่เราเห็นว่าขาดแคลนจริงๆ คือความพยายามยุติความรุนแรงตรงหน้า สังคมกำลังหล่อหลอมให้เรานิ่งเฉยแม้จะไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง บางคนยังพูดว่าที่ได้ดีทุกวันนี้เพราะเคยถูกรังแก เฮ้ย ไม่ใช่สิ รังแกก็ส่วนรังแก ได้ดีก็ส่วนได้ดี ในสังคมที่ไร้เครื่องมือทำความเข้าใจเรื่องสิทธิมักสร้างพื้นที่ในการโจมตีคนอื่นๆ ไม่ว่าจะทั้งทางกายภาพหรือทางออนไลน์แบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้”

โลกเสมือนในโซเชียลก็เหมือนโลกจริง มีทั้งด้านมืด สว่าง และสลัว ถ้าไม่ฝึกเด็กๆ ให้แยกแยะพื้นที่ออนไลน์เป็นส่วนบันเทิง ความรู้ และความสนใจเฉพาะทาง ก็เหมือนสังคมกำลัง “ปล่อยให้เด็กเผชิญมรสุมในโลกเสมือนตามลำพัง”

แล้วสุดท้าย หากไม่โทษสื่อก็โทษเด็กอยู่ดี

รังแก-ถูกรังแก: แม่รับมืออย่างไร

หงส์เหลือบมองขึ้นข้างบน นึกย้อนกลับไปในวันแรกที่แม่พาเธอเข้าร่วมวงเสวนาเรื่องสิทธิมนุษย์ชน “ตอนนั้นหนูอายุแค่เก้าปีเองค่ะ”

เรื่องราวมากมายที่เด็กหญิงได้รับฟังมาตลอด บวกกับการเติบโตมาในบ้านที่เน้นเรื่องสิทธิเป็นสำคัญ และบ้านที่มีแม่สองคน – แม่เจี๊ยบและแม่จุ๋ม – ทำให้ทัศนคติต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นประเด็นเด็ก คนชายขอบ ความหลากหลายทางเพศของเธอกว้างขวางกว่าเด็กส่วนใหญ่ในวัยเดียวกัน

“ที่บ้านนี่จะแตะตัวเขา เรายังต้องขออนุญาตเลยนะ” แม่เจี๊ยบพูดกลั้วหัวเราะ ส่วนแม่จุ๋มส่งยิ้มเงียบๆ อยู่ข้างๆ “เราต้องฝึกเคารพร่างกายลูก เมื่อเขารู้ว่าร่างกายเขาศักดิ์สิทธิ์เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายได้ง่ายๆ ขณะเดียวกันก็จะเข้าใจความศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายของคนอื่นเหมือนกัน”

เด็กหญิงเองก็เคยถูกรังแก ทั้งจากเพื่อน รุ่นพี่ และครู รวมถึงได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมโรงเรียน และแม่เจี๊ยบเองก็เคยต้องออกโรงปกป้องลูกมาแล้ว ในฐานะแม่และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มข้น แม่เจี๊ยบจึงมองว่าจิ๊กซอว์ที่หายไปของเหตุการณ์นี้คือแม่ของทั้งสองฝ่าย

“ข่าวเน้นที่ตัวเด็กมากเพราะมันเป็นปรากฏการณ์ แต่ไม่ค่อยพูดถึงสิ่งที่ระบบการศึกษาต้องทำและสิ่งที่แม่ควรทำ” แม่เจี๊ยบบอก “ในฐานะแม่ของฝ่ายถูกรังแก อย่างแรกที่ต้องทำตั้งแต่เปิดเทอมเลยคือ ทำความรู้จักครูประจำชั้น เพราะเราต้องสื่อสารกับครูเมื่อลูกมีปัญหา ข้อสอง ต้องใกล้ชิดกับลูกให้มากพอจะสังเกตพฤติกรรมของเขาได้ ภาพใหญ่ของเด็กถูกรังแกคือไม่กล้าบอกพ่อแม่เพราะกลัวเจอกับเหตุการณ์ที่หนักกว่าเดิม และข้อสาม เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ลูกเจออยู่เป็นสิ่งผิด เราต้องหยุดเหตุการณ์นั้นโดยทำให้ฝ่ายรังแกรู้ว่ามีคนรับรู้แล้วก่อนสร้างกระบวนการแก้ไข ซึ่งก็วนกลับไปที่การอบรมและทำความเข้าใจเรื่องสิทธิในห้องเรียนอย่างจริงจัง”

แล้วถ้าลูกเป็นฝ่ายรังแกคนอื่นล่ะ?

“หลายครั้งที่เราได้ยินว่า ‘ลูกฉันรังแกคนอื่นก็จริงแต่เขาเป็นเด็กกตัญญูนะ’ ถ้ามัวเอาแง่ดีกลบความผิด ปัญหาก็ยังอยู่ เราจึงต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ยืดอกรับเลยว่าลูกเราทำผิดและหาทางช่วยให้ลูกดีขึ้น โดยเริ่มจากให้เขารู้ตัวว่าสิ่งที่ทำไปนั้นผิดจริง”

แม่เจี๊ยบนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า รากเหง้าของปัญหาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนคือ ‘ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่านั้น’ ที่การศึกษาต้องการ “ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เมื่อเป็นไปไม่ได้ทุกคนก็โบยตีกัน นักเรียนไม่ได้ดั่งใจครู ครูไม่ได้ดั่งใจครูใหญ่ เด็กด้วยกันไม่ได้ดั่งใจกันเอง อะไรที่ต่างไปก็เป็นเหตุให้ละเมิดคุกคามรังแก ถ้าโรงเรียนจะเปลี่ยนก็ต้องมองว่าความแตกต่างหลากหลายเป็นเรื่องธรรมดา”

“อยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้ความหลากหลายแตกต่างยังคงอยู่โดยไม่ไปกดทับทำร้ายกัน”

Survivor ในโลกการศึกษา

หลายคนมองโรงเรียนเป็นเหมือนสนามรบที่ต้องคว้าอาวุธและเตรียมใจไปฟาดฟันในแต่ละวัน ยิ่งเกิดเหตุการณ์ในคลิปวิดีโอ ทำให้ความจำเป็นในการมีอยู่ของโรงเรียนแขวนต่องแต่งบนเส้นด้าย

“ระบบการศึกษากำลังขูดรีดแรงงานและเวลาของครู ลามเลยไปขูดรีดกับเด็กโดยจับอนาคตของเขาเป็นตัวประกัน เห็นได้ชัดๆ เลยก็จากปริมาณการบ้าน บีบให้เด็กเอาแต่เรียนพิเศษ แล้วจะเอาเวลาไหนไปผ่อนคลาย สนใจสังคม สนใจสุขทุกข์ของตัวเอง” แม่เจี๊ยบบอก

แกนกลางของแต่ละวิชานำไปสู่อะไร – คำถามที่สามแม่ลูกเห็นตรงกันว่าต้องเริ่มหาคำตอบกันได้แล้ว เพราะในยุคที่หุ่นยนต์เข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์ ทำให้เป็นไปไม่ได้แล้วที่หลังจากจบการศึกษาในระบบแล้วจะได้มีที่อยู่ยืนในระบบทำงานเหมือนในอดีต

“เราต่างเรียกร้องให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองได้แต่การจะคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองได้ต้องมีเวลาในการทบทวนเพิ่มเติม รู้สึกดีกับมันรู้สึกต้องตั้งคำถามกับมัน แต่ระบบการศึกษามันไม่เอื้อ”

“หนูจำได้ว่าเขียนรายงานฉบับหนึ่งส่งครู อธิบายปัญหาของหลักสูตรและเสนอให้ลดการบ้าน ลดเวลาเรียนให้นักเรียนได้พักผ่อนมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นคนออกแบบหลักสูตรเอง หนูคิดว่าเราควรมีสิทธิออกตารางเรียนด้วยตัวเอง”

แล้วแบบนี้ โรงเรียนยังจำเป็นอยู่ไหม? เด็กหญิงคิดอยู่นานก่อนตอบว่า “ถ้ามันดีขึ้นก็ยังอยากไปนะคะ แต่ถ้าไม่ดีขึ้น หนูก็อยากเปลี่ยนแปลงมันให้ได้ค่ะ”

“สำหรับแม่ คิดว่าโรงเรียนยังจำเป็น เพราะท้ายที่สุดก็ยังต้องใช้ทักษะอ่านออกเขียนได้ไปทำมาหากิน แต่มันต้องมีเงื่อนไขว่าไม่ใช่เรียนไปเพื่อไปเป็นพลเมืองแบบที่รัฐต้องการอย่างเดียว” แม่เจี๊ยบว่า “ครั้นจะขยับไปมองการศึกษาทางเลือกอย่าง โฮมสคูล มันก็ต้องใช้เงินมหาศาลที่คนหาเช้ากินค่ำทั่วไปไม่อาจทำได้ มันดีนะ แต่ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับทุกคน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีสิทธิเลือก เราเลยหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาที่คนระดับไหนก็เข้าถึงได้”

ท่ามกลางภูเขาการบ้าน เวลาพักผ่อนร่อยหรอ การกลั่นแกล้งในโรงเรียน และอีกสารพัดอย่าง เราสงสัยเหลือเกินว่า หงส์ยังปกปักรักษาตัวเองให้ยังเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยไม่ถูกทำลายได้อย่างไร

“เป็นตัวของตัวเอง มีจุดยืนที่ชัดเจนค่ะ” จากท่าทีประหม่าเขินอายในตอนต้น สีหน้าของเธอตอนนี้ผ่อนคลายและสดใสตามประสาเด็กหญิง “หนูโชคดีที่แม่ทั้งสองคนทำให้หนูเข้าใจเรื่องสิทธิ ถึงจะบ่นบ่อยๆ แต่หนูกพยายามจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและระบบให้ได้ อย่างน้อยก็ด้วยการเขียนบทความนี่แหละ”

โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร – คำถามสุดท้ายที่เราอยากรู้และเธอยิ้มแป้น

“หนูอยากเป็นช่างสักค่ะ”

เสียงแม่เจี๊ยบพูดขึ้นทันทีว่า “มาๆ สักให้แม่ เดี๋ยวแม่เป็นลูกค้าคนแรกเลย”


แถมท้าย

3 ขั้นตอนสอนเรื่องสิทธิง่ายๆ ในบ้าน by แม่เจี๊ยบ

  • เคารพในร่างกาย ไม่ว่าจะกอดหรือตี ไม่ว่าจะห่วงแค่ไหน เราก็ต้องให้เขายินยอมก่อน เมื่อตระหนักได้ว่าร่างกายของเขาเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายได้ง่ายๆ และจะเข้าใจความศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายคนอื่นเหมือนกัน
  • เคารพพื้นที่ส่วนตัว ไม่ใช้ความเป็นพ่อแม่หรือ ‘ผู้ใหญ่’ ถือสิทธิขาดในการรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของลูกอย่างโทรศัพท์มือถือ สมุดจด รวมถึงเพื่อนของลูก ทุกอย่างต้องผ่านการรับรู้ของลูกก่อนทั้งสิ้น
  • สร้างการมีส่วนร่วม ให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจให้ลูกได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ แม้จะตัดสินใจไปแล้วก็ตัดสินใจใหม่อีกได้ อย่าทิ้งขว้างความเห็นเพราะพ่อแม่ต้องได้รับคำยืนยันจากในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับลูกโดยตรง เพราะนั่นคือชีวิตของเขาเอง