*คอนเท็นต์ที่มีสัญลักษณ์ Detectteam Archive คือคอนเท็นต์ที่โยกย้ายมาจาก www.detectteam.com ซึ่งยุติการทำงานแล้ว และกองบรรณาธิการหลักของ Detectteam ได้ย้ายพื้นที่มาสร้างสรรค์เนื้อหากับ Pepperoni News ต่อไป

เรื่องและภาพ: ชลธร วงศ์รัศมี

7 มกราคม พ.ศ. 2558  รถบัสของมหาวิทยาลัยขอนแก่นมุ่งสู่จังหวัดกาฬสินธุ์เพื่อพานักศึกษาไปออกค่าย ‘นิติศาสตร์เรียนรู้สังคม ครั้งที่ 9’ ซึ่ง ‘กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม’  หรือ “ดาวดิน” เป็นผู้จัด  ลูกทัวร์ครั้งนี้คือศึกษาชายหญิงราว 25 คน ที่ไม่รู้ตัวว่าโลกของทุกคนจะหกคะเมนตีลังกาหลังการเดินทางสิ้นสุดลง

เจ้าภาพของทริปนี้เกาะกลุ่มอยู่เบาะหลังท้ายรถ พวกเขาคือนักศึกษาชายนับสิบคนดูโตกว่าวัย ไว้หนวดเคราครึ้ม สวมเสื้อคลุมแบบทหารและสูบบุหรี่จัด  กลุ่มคนหนุ่มที่เคยถูกผู้ใหญ่บางคนตั้งข้อสังเกตว่า “หน้าตาไม่เหมือนนักศึกษา” จับกลุ่มร้องเพลงเพื่อชีวิตหาฟังยากอย่างครึกครื้น แล้วส่งนักศึกษาสาวที่หน้าตาเหมือนนักศึกษามากกว่ามาคอยพูดคุยกับนักเขียนผู้ขอติดสอยห้อยตาม

“ดาวดินรุ่นแรกๆ จะไม่เป็นสไตล์เหมือนเฟิร์นนะ จะเป็นสไตล์ดาร์กๆ หน่อย เป็นพี่ผู้ชายใส่เสื้อทหารตัวใหญ่ๆ ใส่แว่นตาดำ ตอนเจอกันครั้งแรก พี่เขาชวนเฟิร์นไปนั่งฟังเขาคุยกันที่บ้านดาวดิน ตอนแรกก็งงว่าพูดอะไร พอฟังไปฟังมา ได้เห็นว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ได้คุยแค่เรื่องตัวเอง คุยกันกว้างมาก เฟิร์นชอบความคิดพวกเขา เลยลองมาทำกิจกรรมกับดาวดินดู” เฟิร์น หรือ ขวัญหทัย ปทุมถาวรกุล  นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ปี 3  หนึ่งในดาวดินรุ่น 10 ชวนพูดคุย เมื่อรถแล่นผ่านอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เฟิร์นชี้ให้ดูข้างทาง

“น้ำพองเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่เขาพยายามมาตั้งนิคมอุตสาหกรรม เพราะน้ำพองมีสิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการครบ พื้นที่น้ำพองอยู่สูง น้ำไม่ท่วม การคมนาคมสะดวก มีถนนมิตรภาพ ถนนหลายสายตัดผ่าน แรงงานพม่า ลาว ได้หมด แล้วก็มีน้ำ อุตสาหกรรมจะตั้งได้ต้องมีน้ำ ครบหมดเลยสำหรับน้ำพอง”

ทริปนี้ ไม่มีแลนด์มาร์กสวยงามคั่นสายตา ไม่มีภูเขาเขียวสดเคลือบหมอก ทุ่งดอกทานตะวันต้องแดดสีเหลืองเรืองรอง มีเพียงภาพผืนดินร้อนแล้งเปลี่ยนฉากไปเรื่อยๆ ฉากซ้ำๆ เหล่านี้คงไม่ต่างกันในความรู้สึกผู้เห็น หากไม่เห็นเรื่องราวเบื้องหลังด้วย

“สมัยแรกปี 2537 รัฐอนุมัติเลย 30 โรงงาน ชาวบ้านต่อสู้กันเองจนชนะ พอชนะปุ๊บ ปี 2549 มีนิคมอุตสาหกรรมจะมาตั้งอีก ชาวบ้านในพื้นที่เห็นพ่อแม่ของตัวเองสู้มาได้ เลยมีกำลังใจสู้ ก็ต่อสู้ในวิถีชาวบ้าน”

เฟิร์นขณะลงพื้นที่

เฟิร์นเล่าว่าชาวน้ำพองส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เมื่อโรงงานเข้ามาได้ผันน้ำจากลำน้ำพองที่เคยบริสุทธิ์สะอาดเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญ หลังขบวนการผลิตได้ปล่อยน้ำทิ้งสู่แหล่งน้ำจนแม่น้ำเริ่มเน่าเสีย มีผลเสียรุนแรงต่อสุขภาพและการเกษตร เมื่อชาวบ้านยื่นหนังสือต่อศาลว่าขอให้เห็นใจชาวบ้าน เรื่องกลับเงียบหาย กลุ่มดาวดินรุ่นแรกๆ จึงเข้าไปทำงานในพื้นที่

“สมัยรุ่นพี่เฟิร์น พี่ๆ เขาลงมาปุ๊บแล้วบอกชาวบ้านว่าการต่อสู้ทางเดียวใช้ไม่ได้ผลแล้ว เข้าไปยื่นเอกสาร หลายที่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ต้องต่อสู้กันอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นทางที่เรามีสิทธิ พี่ๆ อธิบายกับชาวบ้านว่า รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิไว้ ว่าสิทธิที่ชาวบ้านทำได้ คือ ‘สิทธิชุมชน’ เป็นมาตรา 66 อธิบายว่าชาวบ้านมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ชาวบ้านเขารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร เราเลยมาช่วย จนโรงงานแป้งมันโดนเพิกถอนใบอนุญาตไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในชั้นอุทธรณ์ แต่เขาก็ไม่คิดจะสร้างแล้ว”

หลังจากกลุ่มดาวดินได้อธิบายว่าให้ชาวบ้านในพื้นที่ฟังว่าพวกเขาจะได้รับและสูญเสียอะไรบ้างจากโครงการพัฒนาของรัฐ สถานการณ์ต่างๆ ดูมีความหวังมากขึ้น เพราะการอ้างสิทธิในการปกป้องทรัพยากรของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 66

“พี่ๆ ดาวดิน เขาจะเล่าให้น้องๆ ฟังก่อนไปลงพื้นที่จริงอยู่แล้วว่าที่ไหนเป็นยังไง เราก็รับฟัง แล้วถามว่า ‘จริงเหรอ’ มากกว่า เราไม่ได้เชื่อ แต่พอได้ไปเห็นจริง สัมผัสตรง เห็นภาพ ชาวบ้านเล่าให้ฟัง เอ้า! แล้วที่เรารู้มาทุกวันมันคืออะไร เขื่อนนี่ช็อกเลย เราไปรู้ว่ามันทำเพื่ออะไร สุดท้ายใครเป็นคนได้ประโยชน์ ชาวบ้านที่อยู่ใต้เขื่อนไม่มีไฟฟ้าใช้ มันเกิดอะไรขึ้นกับการพัฒนาของรัฐ สรุปแล้วตอบสนองประชาชนจริงหรือเปล่า เขื่อนที่เราไปดู ส่งไฟเข้าห้างสรรพสินค้าแป๊บเดียวก็หมด สุดท้ายแล้วการพัฒนาแบบนี้มันตอบโจทย์ใครกันแน่ ชาวบ้านที่ได้จริงๆ ได้อะไรบ้าง เขาต้องเสียพื้นที่ที่ทำมาหากินเพื่ออ้างว่าเป็นการพัฒนา มันได้ประโยชน์แค่คนกลุ่มเดียว แล้วบอกเขาให้ยอม ให้เสียสละเพื่อคนกลุ่มใหญ่”

หลังเกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2557 การต่อสู้ของชาวน้ำพองหยุดนิ่ง กฎหมายที่เคยปกป้องสิทธิของชาวบ้านใช้งานไม่ได้ ด้วยข้ออ้างเรื่องกฎอัยการศึก ในห้องเรียนนักศึกษานิติศาสตร์ยังท่องบ่นมาตรา 66 ไว้ตอบข้อสอบ  คนเมืองผู้แทบจะไม่ต้องพึ่งมาตรา 66 ในการดำรงชีวิตแทบไม่รู้สึกอะไรต่อการล้มหายตายจากของกฎหมายมาตรานี้ มีเพียงชาวบ้านที่กุมกอดกฎหมายไว้ปกป้องตัวเองเท่านั้นที่รับรู้ว่าทันทีที่กฎหมายแค่มาตราเดียวสั่นไหว  ชีวิตคนมากมายก็เริ่มสั่นคลอน

ภาพเคลื่อนไหวผ่านกรอบหน้าต่างยังคงซ้ำๆ ถ้าเป็นภาพยนตร์คงเป็นภาพยนตร์ที่ “อาร์ต” พอดู ร้อน-แล้ง-ร้อน-แล้ง สลับไปจนถึงจุดหมาย ภาคอีสานไม่เห็นจะมีอะไร หากมองผ่านหน้าต่างรถเท่านั้น

แอบฟังไผ่ ดาวดิน คุยกับเพื่อน

        ไผ่ ดาวดิน ขณะนำนักศึกษาเรียนรู้และทำกิจกรรม

ราวบ่าย 2 โมง รถบัสมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาถึงวัดสว่างคำเกิ้ง บ้านหนองแซง ตำบลนาตาล อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ นักศึกษากว่า 40 คนนำสัมภาระมาจับจองที่นอนรวมกันในโบสถ์ อาบน้ำ กินข้าว ทำกิจกรรมร่วมกันเรียบร้อย ช่วง 4 ทุ่มซึ่งเป็นช่วงพักผ่อนตามอัธยาศัย วงคุยเล็กๆ ของ นักศึกษาทั้งชายหญิงวงหนึ่งก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

หนึ่งในนักศึกษาในวงคุยนั้นคือ ไผ่ หรือ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ดาวดินรุ่น 9 ไผ่ประคองกีตาร์ไว้หลวมๆ และถ้ามีแคนมีโหวดเขาก็จะเป่าให้ทุกคนฟังอย่างสมศักดิ์ศรีนักดนตรีพื้นบ้านที่ชนะเลิศการแข่งขันมาแล้ว

ท่ามกลางบรรยากาศสงัดในเขตพื้นที่วัด ห่างออกไปไม่ไกล มีตำรวจนอกเครื่องแบบ 4-5 นายคอยจับตาพวกเขาอยู่…อาจมองด้วยความกังขาว่าเด็กวัยรุ่นพวกนี้น่ะหรือจะไปทำอะไรได้ สำคัญแค่ไหนเชียว “นาย” จึงสั่งให้ติดตามไม่ให้คลาดตา และนักศึกษาก็รู้ตัวว่าถูกจับตาเช่นกัน

ไผ่หยิบกลักที่ใช้มวนบุหรี่ออกมา ดูคลาสสิกไม่น้อย เขาวางแผ่นกระดาษบางๆ ลงในกลัก หยิบไส้บุหรี่วางลงไป ก่อนงับฝาสีแดงลงแล้วมวนบุหรี่ทำเองก็กฎขึ้นพร้อมให้สูบ ไผ่เริ่มเล่นกีตาร์และร้องเพลงที่เขาเห็นว่ามีความหมาย เสียงนุ่มทุ้มของเขาหล่นเพลงจากหนังเรื่อง Les Misérables ออกมา

“Do you hear the people sing? Singing a song of angry men? It is the music of a people, who will not be slaves again…”

“เคยได้ยินไหม” เขาถามบางใครบางคนในวง ใครคนนั้นตอบด้วยความสัตย์จริงว่าไม่เคยได้ยิน ไผ่เปลี่ยนเนื้อร้องเป็นภาษาไทย

“เธอได้ยินผู้คนร้องไหม ร้องเพลงนั่นไง เพลงคนคลั่งโกรธ นี่คือดนตรีของผู้คนที่จะไม่เป็นทาสใครอีกแล้ว เมื่อหัวใจเต้นระรัว เสียงสะท้อนจังหวะกลองระรัวก้องนั่น ชีวิตหนึ่งจะเกิดขึ้นมายามพรุ่งรุ่งวัน…”

ไผ่: “เดี๋ยวพี่จะร้องเพลงและเล่าประวัติศาสตร์ผ่านเพลงให้ฟัง เพลงนี้ชื่อว่า ‘เธอวันนี้’ ฟังจบแล้วบอกพี่ว่าเข้าใจว่ายังไง ไม่มีผิดไม่มีถูกครับ”

ไผ่พูดกับน้องๆ ในวง หากจับสังเกตดีๆ จะพบว่าเขาจะคอยคุมให้วงคุยดำเนินไปในทิศทางที่สอดแทรกสาระอยู่เสมอ

เธอคือมวลพลังผู้กล้าและแกร่ง เธอร้อนแรงดังแสงตะวัน เธอคือแสงแห่งความสุขสันต์ เธอร่าเริงและเบิกบาน หมั่นเพียรเรียนเพื่อสร้างหนทางชีวี เธอสุขศรีไม่มีทุกข์ตรม อยากมีอนาคตสดใส่รื่นรมย์ เธอหวังเพียงเท่านั้นฤา มองดูรอบกาย มองดูสังคม เธอสุขอยู่ได้อย่างไรเมื่อผู้คนทนทุกข์ยากลำเค็ญ จงเป็นดั่งดวงดาวที่พราวสว่าง นำหนทางเพื่อมวลชน เธอคือประกายไฟที่โหมกระหน่ำ ลามลุกไหม้ความทุกข์ทน 

(เพลง: ‘เธอวันนี้’ โดย วงพลังเพลง)

สมุดบันทึกที่ค่ายแจกให้นักศึกษาทุกคน

ไผ่: “เข้าใจว่ายังไงบ้าง ฟังเพลง ‘เธอวันนี้’ แล้ว”

เนย นักศึกษาสาวปีหนึ่งผู้โลกยังสดใสตอบว่า  “หนูก็เข้าใจว่า ชีวิตนักศึกษา ตอนแรกเรามาเรียน เราก็นึกถึงอนาคตของเรา คิดว่าจะเอาแค่ตัวเองน่ะ แต่พอดูรอบๆ แล้วมันยังมีอะไรที่ยังไม่ใช่อยู่ มันยังมีอะไรที่แบบ..เฮ้ย เราเป็นคนมีความรู้นะ เป็นคนที่สามารถจะทำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้ ทำไมถึงไม่ทำ เราอาจจะเป็นคนที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ ทำให้สังคมมันดีขึ้นก็ได้ ไม่ใช่แค่ว่าอนาคตของเราอย่างเดียว”

นักศึกษาชายขรึมๆ ชื่อปุ๊ แถลงถึงสิ่งที่ได้จากการฟังเพลงว่า  “เราเรียนมาแล้วเราก็ควรมาแบ่ง เหมือนแบ่งปัน คุณมีความรู้แล้วคุณจะเอาไปใช้แค่คนเดียว มันใช่อยู่เหรอ คุณเป็นนักศึกษาคุณทำอะไรได้มากกว่านี้ คุณจะช่วยแค่ตัวเองเหมือนมันเห็นแก่ตัวเกินไป คุณควรจะช่วยคนอื่นบ้างด้วย ประมาณนี้ครับ”

ในวงนี้ยังมีไนซ์ เด็กหนุ่มหน้าอ่อนอีกคนที่เพิ่งมาค่ายกับดาวดินครั้งแรกไม่ต่างจากเนย ไผ่ใช้สายตาทวงคำตอบ ไนซ์ (ผู้ต่อมากลายเป็นดาวดินเต็มตัวและร่วมติดคุกในเหตุการณ์จับกุม 14 นักศึกษาฯ) จึงตอบว่า

“ถ้าคุณมีโอกาสเรียนมากกว่าเขา แล้วคุณยังใช้ความรู้เพื่อตัวคุณเอง คุณก็ไม่เติบโตไปไหน ถ้าคุณใช้ความรู้ไปช่วยคนที่ด้อยโอกาส ไปเติมความรู้ให้เขาในสิ่งที่เรารู้ คุณก็จะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิด มีการกระทำอย่างที่ควรจะเป็น”

ไผ่: “มันก็ชัดเจนว่าคนหนุ่มสาวหรือพวกเราเป็นวัยรุ่น มีพลัง เธอคือมวลพลังผู้กล้าและแกร่ง เธอร้อนแรงดุจแสงตะวัน วัยรุ่นน่ะสดใสร่าเริง แต่มันก็พูดถึงท่อนหนึ่งที่บอกว่าเธอหวังเพียงเท่านั้นฤา ถ้าอย่างที่ทุกคนพูดก็คือ ความหมายที่เราจบมาทำนู่นทำนี่ จบมาทำงาน หวังเพียงแค่นั้นเหรอ แล้วถ้าเรามองไปดูรอบกายเราล่ะ มองดูสังคมล่ะ แล้วเราจะอยู่สุขได้เหรอ ถ้าเห็นคนทุกข์ยาก”

สมาชิกในวงคุยเดินทางตะลอนๆ และทำกิจกรรมมาตลอดทั้งวัน แม้จะอาบน้ำแล้วแต่ยังหลงเหลือความเหนื่อยล้า แต่คล้ายกับว่าไผ่มีแบตเตอรีสำรองและเขาจะไม่ยอมให้ค่ำคืนนี้ผ่านไปหรือจบลงแค่ปล่อยเพื่อนไปซบร่างกับหมอนและเสื่อที่ปูรออยู่ในโบสถ์

“หลายคนพูดนะ เรื่องโอกาส บางคนเกิดในครอบครัวที่รวย เป็นมหาเศรษฐี เป็นลูกชาวนา เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่โอกาสเราควรมีเท่ากัน โอกาสที่ทุกคนอยากเรียนก็ต้องมี แต่เมื่อเรามองรอบกาย…เขาไม่มี อันนี้เป็นประสบการณ์ที่พี่เจอนะ เพื่อนพี่เป็นลูกชาวนา ไม่มีค่าเทอม 18,000 (ค่าเทอมของมหาวิทยาลัยขอนแก่นหลังออกนอกระบบ) นี่คือโอกาสที่มีไม่เท่ากัน เรามีโอกาสเรียน เพื่อนเราอยากเรียนเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสเรียน ทั้งที่เขาเป็นเพื่อนเรา มึงก็เหมือนกู มีห้านิ้ว มี 10 นิ้ว แต่ทำไมเรียนไม่ได้”

วงของเราคุยกันด้วยเสียงเบาๆ นิ่มนวลเหมือนเกรงใจกลางคืน น้ำเสียงที่ไผ่ค่อยๆ หยอดความจริงลงไปแล้วชวนให้ทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ซับซึมตรึกตามนั้นมีแววรวดร้าว ทอดถอนใจ ไม่ใช่กระแสเสียงกร้าวที่พยายามบังคับให้เชื่อ

ไผ่: “พี่จะแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง นักศึกษากระแสหลักก็คือเรียน เอาเกียรตินิยม เอาปริญญา แต่พี่คือนักศึกษากระแสรอง กูก็ไปของกูน่ะ ลงหาชาวบ้าน พี่ไปเมืองเลย มากาฬสินธุ์ ไปร้อยเอ็ด ไปอุบลฯ ไปชัยภูมิ ไปช่วย เพราะรู้สึกว่าเชื่อเพลงนี้นะ เราจะสุขได้ยังไง เมื่อมีคนทุกข์ยาก โลกใบนี้อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมนุษย์ มนุษย์ก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีโลก แต่ประเด็นคือทำไมเราไม่ใส่ใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เรากินพิซซ่าอยู่ แต่มีเด็กที่ไม่มีข้าวกิน เราใช้ปากกา ยางลบ ใช้สมุด ไม่เคยหมดเลย ระหว่างที่อีกคนไม่มี เอ็งมีโอกาสคิดก็คิดไป ไม่ผิดนะที่คิดแบบกระแสหลัก อยากเรียนจบไปทำงาน มีการมีงาน มีชื่อเสียง มีเงินเดือน แต่ว่าคำถามก็คือว่า แล้วคนอื่นล่ะ

“แต่ถ้าเลือกทางนี้เอ็งก็จะเจ็บปวดนะ ถ้าไปเจอความจริง ไปเห็นคนทุกข์ยาก พี่ไปเมืองเลยตั้งแต่ปี 1 ปี 2553 ไปแรกๆ ไม่รู้อะไรเลย มันเป็นการระเบิดภูเขา เอาแร่ทองคำออกมา ดินกับหินที่ระเบิดออกมาตันหนึ่งได้ทองคำกำปั้นหนึ่ง แล้วกระบวนการคือต้องใช้สารไซยาไนด์ หลักวิทยาศาสตร์ก็คือว่า ในแต่ละชั้นดินจะมีสารเรียงกันมาใช่ไหม มีสารหนู…”

เนย: “ในเหมืองทองมีสารหนูด้วยเหรอ”

ไผ่: “มันมีตามธรรมชาติอยู่แล้ว สารหนู สารโลหะหนัก ถ้าอยู่ในดินมันก็คือปุ๋ย แต่พอระเบิดออกมา สารพวกนี้ก็ระเบิดออกมาด้วย และมันจะกลายเป็นสารพิษ พี่ถามว่าระหว่างที่เราขุดสระน้ำ กับถมสระน้ำ อันไหนแพงกว่ากัน”

เพื่อนๆ ในวง: “ถมใช่ไหม”

ไผ่: “คิดดีๆ ขุดก็ได้ขายดิน พี่จะทำบ่อปลา พี่จ้างแบ็คโฮมาขุด ขายดิน เอาน้ำลง เลี้ยงปลา กับไปซื้อดินมาถม มาอัด เอ็งว่าอันไหนแพงกว่ากัน”

ไนซ์: “ผมว่าขุดนะ เพราะมันต้องจ้างแรงงาน”

ไผ่: “ถมแพงกว่าครับ สมมุติว่าจ้างแบ็คโฮขุด เอาดินไป ได้ขายดิน ถมคือไปซื้อดินมาแล้วต้องอัดอีก เอารถบด เหมือนกัน…

“พวกนายทุนขุดเหมืองแร่ออกมาแล้วไม่เคยถมเข้าไปเลย สารหนูพวกนี้ก็ออกมาด้วย แล้วมันเป็นภูเขา พอฝนตกลงมามันก็ไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ ก็ไปตามทุ่งนาชาวบ้าน แล้วพอระเบิดมา เขาใช้ไซยาไนด์แยกทองออก เหลือแต่หินกับขี้ตม แล้วก็ซึมลงไป ร่างกายชาวบ้านก็มีสารไซยาไนด์ เด็กน้อยเกิดใหม่ก็มีสารไซยาไนด์ มีสารหนู สารปรอท มีโลหะหนักในร่างกาย ชาวบ้านหาปลาไม่ได้ ขายข้าวไม่ได้ เพราะข้าวก็มีสาร ไปเจอเรื่องราวแบบนี้ แล้วคิดแบบคนอื่นไม่ได้ คิดแบบกระแสหลักไม่ได้ โห…มันเป็นอย่างนี้เหรอ แล้วก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง

“พี่เริ่มอย่างนี้ มาค่ายนี่ล่ะ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร มาเห็น มาเรียนรู้ มันมีอย่างนี้อีกเหรอวะ มันมีทำอย่างนี้ด้วยเหรอ มันทำกันอย่างนี้ได้เหรอ แล้วอย่างที่บอกว่าไปเมืองเลย ตอนปี 2553 มันระเบิดภูเขาอยู่ เหมือนในหนังน่ะ มันจะมีออดดังตื๊ด แล้วหลังคาบ้านก็จะสั่น แล้วก็กระเด็น มีแสงไฟแว้บๆ ออกมา พี่ไปเมืองเลยครั้งแรกไม่กล้าอาบน้ำเพราะว่าน้ำเปื้อนสารพิษ แปรงฟันก็ต้องซื้อน้ำกินมาแปรง”

เข้าสู่ช่วงดึก การสนทนาเริ่มมาถึงเรื่องเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน ปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ และราคายางพารา

ไผ่: “ถามว่าประเทศไหนส่งออกยางพารามากที่สุด”

เพื่อนๆ ในวง: “ไทย”

ไผ่ : “แล้วประเทศไหนต้องการยางพารามากที่สุด”

เพื่อนๆ ในวง: “จีน”

ไผ่: “ประเด็นคือจีนก็คล้ายๆ กับอเมริกาตอนผลิตน้ำมันเองได้ ปลูกยางแล้วไม่ต้องการยางจากที่อื่นแล้ว ทีนี้มันก็เฟ้อ แล้วยางก็ถูก คำพูดของผู้นำที่ว่า ‘อ้าว ก็ไปปลูกอย่างอื่นสิ’ มันพูดได้นะ แต่ในฐานะประชาชน ในฐานะรัฐบาล พูดไม่ได้ ต้องสนับสนุน รัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี สนับสนุนการเกษตรเขา

“แล้วถ้าใครบอกว่า ชีวิตเราไม่เกี่ยวกับการเมือง ผิดเลย พวกเอ็งใช้น้ำมันกันไหม แล้วไม่เกี่ยวกับการเมืองได้ยังไง กินข้าวกันไหม ทำไมไม่เกี่ยวกับการเมือง จริงๆ เรื่องการเมืองมันไม่ยากหรอก แต่เพียงแค่เขาไม่อยากให้เรารู้ เรารู้ปุ๊บ เราก็ต้องทำอะไรสักอย่าง แล้วเขาก็ไม่อยากให้ทำ แต่ก่อนเคยกินไก่กันไหม”

เพื่อนๆ ในวง: “ตอนนี้ก็กิน”

ไผ่: “สมัยพี่อยู่ปี 1 ไก่บ้านกิโลละ 60 บาท ประเด็นคือ แต่ก่อนชาวบ้านเขาเลี้ยงไก่แล้วเอาไก่มาขายตลาด เขาก็จะมีเศรษฐกิจของเขา ทีนี้บรรษัทการเกษตรคิดระบบ contract farming ขึ้นมา สมมุติว่าพี่จะสร้างฟาร์มไก่ 500 ไร่ แล้วเลี้ยงไก่เอง ลงทุนทุกอย่าง มันมีความเสี่ยง ไก่เป็นโรคก็ต้องเสียเอง แต่ว่าระบบนี้พี่ไม่ทำเว้ย เอ็ง (เกษตรกร) เอาไปทำ มีมาตรฐานให้ เอ็งผลิตไก่ได้มาตรฐานพี่ก็รับซื้อมา ถ้าไก่เอ็งตาย พี่ไม่เป็นไรนี่ เอ็งก็มาซื้อพันธุ์ไก่ใหม่ของพี่ มีแต่ได้กับได้ สมัยนั้นไก่บ้าน 60 พอเกษตรกรหันมาเลี้ยงไก่ฟาร์มกันหมด คนเลี้ยงไก่บ้านน้อย ไก่บ้านขึ้นไป 80 เขาลดไก่ฟาร์มลงเหลือ 60 จนเขายึดตลาดได้”

เนย: “พูดจนหนูไม่อยากกินไก่ ไม่อยากเข้าร้านสะดวกซื้อเลย”

ไผ่: “พี่ไม่เข้าตั้งแต่ปี 2 แล้ว ตั้งแต่พี่รู้เรื่องราวพวกนี้ เขาจ้างบริษัทจิตวิทยาสร้างความจดจำให้เราวันหนึ่ง 17 ครั้ง โฆษณาวาทกรรมเด็ดๆ ที่คิดมา วันนี้คุณหิวอะไรหาซื้อในร้านเขา นี่คือมันเปลี่ยนวิถี

“ขนาดเขาแผงม้าที่โคราช เป็นที่ปลูกมะเขือเทศส่งออกใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คนที่นั่นบอกลูกว่า อย่าไปกินส้มตำเด้อ ส้มอัดสาร กะหล่ำอยู่ที่เพชรบูรณ์ เขาเอาสารที่ใช้ในยาฉีดยุงฉีดลงมา”

ไนซ์: “ผมเห็นกับตาเลย ผมเพิ่งไปมาที่ภูทับเบิก”

ไผ่: “รู้ไหม เวลาเขาขู่เด็กที่นั่นเขาขู่ว่าอะไร”

ไนซ์: “เดี๋ยวเอากระหล่ำยัดปาก”

ไผ่: “ใช่”

เนย: “ว้าว! ไม่ต่างอะไรกับฉีดยาพิษ”

ไผ่: “เราเลือกอะไรได้บ้าง เราอยากเลือกไก่บ้านได้ไหม เพราะมันไม่มีแล้ว พวกนี้เขายึดหมดแล้ว ทำไมผักออร์แกนิกถึงแพงมาก เอ็งนึกภาพตอนนี้ว่าเราจะบอกชาวนาว่า ‘อย่าใส่ปุ๋ยเคมีนะครับ’ บอกชาวสวนว่า ‘อย่าฉีดยาฆ่าแมลงนะครับ’ ไม่มีใครเอา เขาต้องการผลผลิตเยอะ แต่เมื่อปี 2500 มันต่างกัน เขาจะบอกว่า ‘กูไม่ใส่ปุ๋ย อย่ามาบังคับกู’ ปุ๋ยเคมีเพิ่งเข้ามาเมื่อสมัยจอมพลสฤษดิ์ทั้งนั้น”

เนย: “ข้าวล่ะ ข้าวยังมีแท้ใช่ไหม”

เนยยังมีความหวัง ไผ่จึงตอบสนองด้วยเรื่องราวของข้าว ชาวนา ที่ดิน เลยไปถึงเรื่องการพัฒนา สงครามเย็น เขื่อน โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล และสุดท้ายทุกเรื่องก็ย้อนเข้ามาเชื่อมต่อกับเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเขาทุกคน ในฐานะนักศึกษานิติศาสตร์ นั่นคือ เรื่องกฎหมาย

ไผ่: “เรียนมาตรา 15 กันหรือยัง”

ปุ๊: “เรียนแล้วครับ สภาพบุคคลเริ่มต้นเมื่อคลอด แล้วอยู่รอดจนตาย”: “ใช่ มาตรา 15 ซึ่ง

ไผ่: รัฐธรรมนูญก็บอก ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์น่ะ คือมนุษย์ควรเกิดมาแล้วก็มีศักดิ์ศรี ได้รับอากาศที่ดี ได้รับชีวิตที่ดี แต่ที่คำไผ่ (อ.คำไผ่ จ.กาฬสินธุ์) แค่ทดสอบว่ามีก๊าซพอไหม เขาจะมีเหล็กมาเจาะให้ก๊าซมันชอนไชไหลขึ้นมาตามท่อ แล้วจุดไฟ 45 วัน แค่ช่วงทดสอบชาวบ้านที่ไปเก็บมะละกอก็ปากเบี้ยว นี่ยังไม่ทำแท่นเจาะนะ ไม่รู้ว่าพวกนั้น (สมาชิกดาวดินที่รับผิดชอบทำข้อมูลพื้นที่คำไผ่) ได้ไปดูหรือเปล่า เพราะตำรวจทหารเยอะ คือถ้า 45 วันนี้ทดสอบแล้วพบว่ามีก๊าซเหมาะ ควรที่จะตั้งให้เจาะก็จะเจาะ ถ้า 45 วันไม่เจาะ ก็จะเอาออก แต่แค่ทดสอบเฉยๆ มันเหมือนมีพระอาทิตย์ลูกที่สอง แถวนั้นแมลงตายเป็นหมื่น แมลงตาย วัฏจักรตายใช่ไหม ห่วงโซ่อาหารมันก็หายไป”

ฉันฟังไผ่เล่าแล้วก็นึกถึงกระบวนการขุดเจาะก๊าซที่เฟิร์นเล่าว่าตลอดเวลาที่มีการสำรวจขุดเจาะก๊าซธรรมชาตินั้น พื้นที่จะสว่างทั้งกลางวันกลางคืนเหมือนมีพระอาทิตย์ดวงที่สอง  ‘เอาแท่นเจาะไปที่พื้น วิธีการทดสอบว่ามีปริมาณมากพอที่จะทำไหม เขาก็จะส่องกล้องไป แล้วก็ใช้ไฟเบิร์นตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเต็ม ไม่แน่ใจว่ากี่วัน น่าจะ 40 กว่าวัน แร่ที่เขาขุดเจาะลงไปก็เป็นแร่ที่อันตราย’

เนย: “ที่ทหารมาเฝ้าเรา เขากลัวเรามาปลุกระดมชาวบ้านใช่ไหม”

ไผ่: “ใช่”

เนย: “ตอนแรกหนูคิดว่าค่ายนี้ของพวกพี่จะโดนยุบไปแล้ว หนูคิดอยู่ในใจว่ามันจะรอดไหม”

น้องคนหนึ่งในวง: “พี่ไผ่ยังโดนทหารตามอยู่ใช่ไหม”

ไผ่: “โดน แต่พี่พูดความจริง พูดในสิ่งที่ถูกต้องซึ่งมันคือความจริงที่ไม่กล้าพูดกัน นี่คือเรื่องจริง เขากลัว ถึงแม้ว่าเขาจะมีปืนเขาก็กลัว กลัวมาก พี่โดนข้อหาปลุกระดมชาวบ้านเต็มเลย พี่ก็เป็นเหมือนอย่างนี้ล่ะ ตอนเย็นๆ ไปนั่งคุยกับชาวบ้าน  ชาวบ้านไม่รู้นะ คนอยู่ในพื้นที่ไม่รู้เลยว่าในเหมืองเป็นยังไง การผลิตทองเป็นยังไง ได้ทองมาแล้วชาวบ้านได้อะไร เสียอะไร พอพี่บอกให้เขารู้ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ พี่ก็ถามว่าจะเอายังไง ในเมื่อคนมันโดนกระทำ โดนกดขี่ มีอยู่สองอย่างใช่ไหม หนึ่ง-เรายอม สอง-เราสู้ มันไม่มีความเป็นกลาง เป็นกลางยังไงล่ะ มันมีแค่สองอย่าง ยอมกับสู้ ชาวบ้านเขาเลือกสู้เพื่อบ้านเขา”

วงคุยดำเนินไปถึงเรื่องประวัติศาสตร์ มีการพูดกันถึงเรื่องประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไผ่บอกกับน้องๆ ในวงว่า “ที่ธรรมศาสตร์จะมีป้ายเขียนอยู่ว่า ‘เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อศึกษาอนาคต’ ถ้าเราไม่ศึกษาประวัติศาสตร์เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตเราจะไปยังไง”

เนย: “หนูขอรู้แค่นี้”

ไผ่: แต่เอ็งรู้ไปแล้ว ความกล้ามันไม่ได้มาโดยปราศจากความกลัวหรอก น้องเอ๊ย…เอ็งจะกล้าที่จะขี่จักรยาน เอ็งก็กลัวแหละ มันไม่ได้ปราศจากความกลัวซะทีเดียว แต่อย่าให้ถึงกับขลาดและชิน พอระบบพวกนี้มา พอพวกเอ็งชินไป เดี๋ยวเอ็งก็มองข้ามไป เอ้า! พวกพี่ไปหาชาวบ้านเหรอ ผมนอนดีกว่าช่วงนี้ เมื่อคืนแฮงค์ เฮ้ย! วันนี้ผมมีเรียนว่ะ เฮ้ยวันนี้ผมนัดกับเพื่อน นัดกับแฟนว่าดูหนัง มันก็กลายเป็นมองข้ามไป อย่าว่าแค่นักศึกษา ไม่ต้องพูดเรื่องนักศึกษาใหญ่โตมโหฬาร เอาแค่นักศึกษานิติศาสตร์ เป็นนักกฎหมายใช่ไหม เครื่องมือเราคืออะไร

น้องๆ ในวง: “กฎหมาย”

ไผ่: “ใช่ กฎหมาย การทำรัฐประหารคือการฉีกหน้ารัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่าทำลายเครื่องมือของเรา ซึ่งหมายความว่ากฎหมายที่เราท่องๆ กันไม่มีประโยชน์ แต่ว่านักนิติศาสตร์กี่ราย เป็นพันคนนิ่งเฉย เหมือนพี่เป็นนักดนตรีเครื่องมือพี่คือกีตาร์ แล้วอยู่ดีๆ ทุบกีตาร์พี่ อ้าว! กูจะเล่นอะไร อย่างนี้ เหมือนกัน ฉีกกฎหมายแล้วเราจะใช้อะไร

“ในสังคมมันมีข้อมูลอยู่สองด้าน ข้อมูลที่เขาอยากให้เราเชื่อ อยากให้เราคิดอย่างนั้น กับข้อมูลที่เล่าให้ฟัง พี่ไม่ได้บังคับให้เชื่อนะ พี่อยากให้พวกเอ็งลองหาคำตอบเอง ไม่ใช่ว่า เฮ้ย แม่งเชื่อพี่ว่ะ อย่าไปเชื่อ…ให้ไปหาดู แล้วสุดท้ายจะรู้ความจริงว่าอันไหนคือความจริงกันแน่ สิ่งที่อาจารย์พูด รัฐพูด พี่พูด อันไหนคือความจริง”

ใครบอกเอ็งไม่ควรมีสิทธิมนุษยชนหรอก  ก็ชวนเขาอ่านหนังสือนะครับ

บอม ดาวดินรุ่นพี่

เมื่อคืนนี้ นอกจากตำรวจนอกเครื่องแบบที่มาเยี่ยมเยียน ยังมีชายหนุ่มคนหนึ่งขับรถยนต์ส่วนตัวมาจากจังหวัดขอนแก่น เขาแต่งกายเรียบร้อย สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนสุภาพ สวมกางเกงสแล็กรองเท้าหนังเหมือนนักกฎหมายอนุรักษนิยมคนหนึ่ง แต่เครื่องแต่งกายเรียบร้อยก็กลบบุคลิกและแววตาสู้คนไว้ไม่มิด

วิทุวัจน์ ทองบุ หรือ บอม ดาวดินรุ่น 4 ปัจจุบันเป็นนักกฎหมายประจำศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม ศูนย์กฎหมายซึ่งรุ่นพี่ดาวดินที่เรียนจบไปแล้วช่วยกันก่อตั้งขึ้นมา ทำการอยู่ที่ขอนแก่น ขณะนี้บอมเรียนปริญญาโทด้านสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีดาวดินเรียนอยู่ที่นี่ในสาขาเดียวกันไม่ต่ำกว่าสี่คน

วันนี้บอมได้รับเชิญจากน้องๆ ให้มาบรรยายเรื่องสิทธิมนุษยชนให้นักศึกษาที่มาค่ายฟัง โดยมีไผ่ ดาวดินรุ่น 8 เป็นผู้อำนวยความสะดวก จัดแจงหยิบจับอุปกรณ์ให้รุ่นพี่อย่างเคารพนอบน้อม

“ต่อไปจะเป็นเรื่องที่จะพูดให้ฟังนะครับ สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องที่พี่จะพูดเองเออเองให้ฟังขึ้นมาว่า ‘กูจะเอา’ อย่างเดียว คือมีหลักการมานานแล้ว เรื่องมันเริ่มเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ถือว่าเป็นการนองเลือดสูงสุด ตัวเลขคนตายอยู่ที่ 60-70 ล้านคน คิดภาพออกไหม เท่ากับคนไทยตายทั้งประเทศ เฉพาะในค่ายกักกันตาย 12 ล้าน ใช้ทรัพยากรทั้งหมดหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ พอสงครามจบลง อเมริกาทิ้งระเบิดลูกเดียวคนตายสองแสนคนที่ญี่ปุ่น ทุกคนรู้ว่าอเมริกาไม่ใช่ศัตรูที่สามารถต่อกรได้ตอนนี้ แล้วทุกคนที่สร้างสงครามก็สรุปได้ว่าไม่น่าสร้างสงครามขึ้นมาเลย มันเป็นความบอบช้ำของมนุษยชาติ พอจบแล้วจะว่าคุ้มค่าไหม วัดไม่ได้เลย เป็นความผิดพลาดของมนุษยชาติ

“จนหลายประเทศมาประชุมกันเพื่อจะตกลงกันว่าใครแพ้สงคราม ใครจะเยียวยา ตอนนั้นเรียกว่า ‘องค์การสันนิบาตชาติ’ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สหประชาชาติ’ ประชุมเพื่อทำข้อตกลงร่วมเรียกว่า ‘ปฏิญญาสากล’ ว่าพวกเราชาวโลกควรจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้อีก ได้ข้อสรุปได้ว่า มนุษย์ควรตายเอง ไม่ควรให้คนอื่นมาทำให้ตาย เพราะชีวิตมีค่า เพราะทุกคนมีเหตุผล มีความเชื่อหลากหลายมาก แอฟริกาผู้หญิงจะใส่กางเกง แต่ไม่ใส่เสื้อ คนยุโรปมาเห็น โอ้…คนนี้โป๊ ไร้อารยธรรม แต่ผู้หญิงยุโรปใส่เสื้อ แต่ใส่กางเกงขาสั้น คนแอฟริกามองว่าพวกนี้โป๊ โชว์ขา มันหลากหลายจนเราจินตนาการไม่ออกเลย ไม่มีใครด้อยกว่าใคร คนเราเกิดมาพร้อมอิสระ มีความคิด มีศักดิ์ศรีที่เท่ากัน เป็นเรื่องยากว่าจะให้ใครตาย และมนุษย์ควรมีเสรีภาพเป็นหลักประกัน เพื่อให้ได้ดำเนินชีวิต ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ ‘สิทธิ’ คืออำนาจที่จะมีชีวิตรอด คือสิทธิของมนุษย์ หรือสิทธิมนุษยชนนั่นเอง”

  “สิทธิมนุษยชน” ตามความเข้าใจของนักศึกษาที่มาร่วมค่ายซึ่งสะท้อนออกมาหลังบอมบรรยายจบ

การอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ กลายเป็นทักษะของดาวดินทุกคนไปแล้ว เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ดาวดินทั้ง 12 รุ่นต้องทำอยู่บ่อยๆ คือการเอาข้อกฎหมายยากๆ ไปอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ บอมอธิบายถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนต่ออีกพักใหญ่ๆ แล้วเริ่มคลี่แผ่นดินอีสานให้น้องๆ เห็น เพื่อเชื่อมโยงกับเรื่องสิทธิมนุษยชน

“อีสานภาพใหญ่เลยเป็นแอ่งกระทะสองแอ่ง เรียงกันอยู่อย่างนี้ แอ่งสกลนครและแอ่งโคราชนะครับ โดยมีเทือกเขาภูพานผ่ากลาง เทือกเขาเพชรบูรณ์ผ่ามา ภูมิประเทศหลากหลายมาก เป็นที่ราบลุ่มก็มี เห็นเส้นเขียวๆ นี้ไหม เหมือนงู เป็นแม่น้ำนะครับ แม่น้ำลำธารก็จะเป็นรูปแบบอย่างนี้ เป็นนิเวศที่มีความหลากหลาย ไม่ได้น้ำแห้งทุกที่หรอก อะไรก็อีสานแล้ง…แล้งน่ะมีบ้าง แต่ก็มีน้ำอยู่” ท้ายคำวิทยากรชาวมหาสารคามลากเสียงยาวสูงอย่างติดตลก

“อีสานมีนาทาม หมายถึงว่า นาที่มีน้ำท่วมถึงตลอดปี หรือหกเดือนแปดเดือนนะครับ คือแหล่งหากินที่อุดมสมบูรณ์ของปลา ของสัตว์น้ำ อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเรา อาจารย์ประสิทธิ์ คุณุรัตน์  เรียกว่าเป็นมดลูกของอีสาน การเพาะพันธุ์เหมือนกับป่าโกงกางของทะเลนะครับ เป็นเดิ้น เป็นธง ว่าไป เป็นโคก อันนี้เป็นโนน หมู่บ้านไปตั้งอยู่ บ้านโนนนั่นโนนนี่ ส่วนมากจะเป็นหมู่บ้านเก่า ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ หาปลา นี่ก็คือป่าทามแบบดั้งเดิม

พี่ไปออกค่ายนิติศาสตร์ครั้งที่ 4 สวยมากๆ ใกล้ๆ ป่าทามเลยนะครับ ปลานี่เยอะ พ่อๆ เขาบอกว่า สมัยเขาเป็นหนุ่ม ถ้าอยากกินต้มปลาให้ก่อไฟต้มน้ำได้เลย แล้วถือแหออกไป กลับมาได้ปลา น้ำก็เดือดพอดี อุดมสมบูรณ์มาก เครื่องสูบน้ำไม่ต้องใช้ เอากิ่งไม้ เอาอะไรทับๆ กัน ให้ทางน้ำเบี่ยงเข้ามา น้ำจะล้นเข้านาสามวันสี่วันก็ว่ากันไป ทำแค่สามฝายหล่อเลี้ยงพื้นที่ได้หมื่นไร่ ใช้มือคนทำแค่กิ่งไม้กับมีดอีโต้ พื้นที่นี้ต่อมากรมชลประทานเอากระดาษเปล่ามาให้ชาวบ้านเซ็นต์ บอกว่าให้เซ็นต์อนุญาตจะขุดลอกให้ทางน้ำมันลึกหน่อย น้ำจะได้มาเยอะ กระดาษเปล่าแผ่นนั้นกลายเป็นการโอนที่ดินให้กับกรมชลประทาน ตอนนี้หน้าแล้งก็เดินได้ น้ำแล้งก็แล้งมาก หน้าน้ำมาก็มามาก ไม่เหมือนเดิมแล้ว

นอกจากเรื่องทางน้ำที่เปลี่ยนไป บอมเล่าเรื่องการต้มเกลือเพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาเรียกว่า ‘คลาสสิก’ เพราะมีมาตั้งแต่สมัยเขายังไม่เกิด

“พ่อของไผ่ (ทนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา) เคยสู้เรื่องนี้อยู่ที่ลำน้ำเสียว เขาสูบน้ำเกลืออย่างหนักหน่วงเลยที่บอระบือ ที่พยัคภูมิพิสัย เขาเอาน้ำเกลือขึ้นมาตาก ทำเกลือซึ่งเชื่อว่าเป็นเกลือที่ดีที่สุดในประเทศไทย แต่เขาเอาเกลือใช้ไปถลุงเหล็ก นี่คือหนองบอระบือบ้านพี่เอง ไปดูก็จะเห็นว่าขาวโพลน เป็นผลกระทบจากการสูบน้ำเกลือขึ้นมาแล้วไหลไปตามน้ำ เสียหายไปหลายจังหวัดเลยนะ เกลือเค็มขึ้น น้ำเค็มขึ้น ระบบนิเวศตายหมด ปนเปื้อนไปหมดทั้งในน้ำในดิน”

จากนั้นเขาได้ชี้ให้เห็นถึงพื้นที่อื่นๆ บนแผนที่ เช่น “ภูทับฟ้า” ซึ่งขณะนี้กลายเป็นพื้นที่ทำเหมืองทองคำของจังหวัดเลย  ภูเขาอื่นๆ ที่มีทองคำ มีเงิน และมีทองแดง ซึ่งชาวบ้านกำลังต่อสู้กันอยู่ รวมถึงพื้นที่เล็กๆ อย่างภูซำป่าปอ พื้นที่เล็กๆ ขนาด 10 กว่าไร่ ซึ่งมีเหมืองทองว่างเปล่าถูกขุดหมดแล้วถูกทิ้งไว้ สิ่งที่เหลืออยู่คือชาวบ้านผู้ป่วยและตายด้วยโรคมะเร็ง

สมมุติว่ามีถังคว่ำอยู่ แล้วเรายืนอยู่บนนั้น เรื่องความยุติธรรมกับความเท่าเทียม เราอาจจะพูดว่าพวกคุณก็มีสิทธิหมดนั่นแหละ หมายถึงว่ายืนอยู่บนถังที่สูงเท่ากันหมดนั่นแหละ แต่เอาเข้าจริงๆ ไอ้พวกที่ยืนบนใบสูงมันก็เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง คนที่ยืนบนใบเตี้ยก็ไม่เห็นนะครับ  ถ้าไอ้คนที่ยืนอยู่บนถังสูงบอกว่าไม่ต้องเอาความสูงก็ได้ แล้วก็เอาความสูงนั้นมาต่อให้คนเตี้ย สำหรับพี่มันหมายถึงการเข้าถึงโอกาส การเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงความรู้ ชาวบ้านเขาไม่มีข้อมูลเลย บางคนไม่เรียนหนังสือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ กฎหมายก็ไม่รู้ คนไม่รู้กฎหมายนี่กลัวมากนะครับ จะต่อสู้ได้ไหม ทำม็อบได้ไหม ถ้าม็อบจะถูกจับไหม ต้องจวนตัวจริงๆ ถ้าไม่ม็อบเขาตาย เขาถึงจะทำ ไม่ใช่ว่าเขาชอบม็อบกันนะครับ

บอมกล่าวว่าถ้าหากความขัดแย้งทางด้านการจัดการทรัพยากรไม่ถูกจัดการ ความรุนแรงคือสิ่งที่อาจจะตามมา ถ้าไม่มีนักศึกษาไปยืนตรงกลางชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ก็จะปะทะกัน และนั่นคือบทบาทของนักศึกษา

“พี่เคยได้ยินหลายครั้งที่เขาบอกดาวดินเป็นพวกหัวรุนแรง พี่อยากจะบอกว่า ปฏิบัติการของเราทุกปฏิบัติการเป็นปฏิบัติการสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงเด็ดขาด ในฐานะนักสังคมศาสตร์ เผื่อใครไม่อยากเรียนนิติศาสตร์เฉยๆ เราเรียน เราตามหาความจริงที่จริงแท้ของโลก ความจริงที่เป็นสากลที่เขาเรียก ด็อกเตอร์ ก็คือ PhD มาจาก Doctor of Philosophy แปลว่านักปรัชญา วิชาปรัชญานี่สำคัญมาก นิติปรัชญาสำคัญ เพื่อจะเป็นนักสังคมศาสตร์ ต้องรู้เรื่องสังคมให้มากกว่านี้ เรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย เพราเป็นวิชาที่ทั่วโลกเขารับรู้กันแล้ว

“ใครที่มาต่อต้าน บอกเอ็งไม่ควรมีสิทธิหรอก แกไม่ควรมีสิทธิหรอก ก็ชวนเขาอ่านหนังสือนะครับ ชวนเขาดูโลก ดูข่าวรอบโลกว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว” นักกฎหมายดาวดินทิ้งท้าย

ผู้ครอบครองแร่เจ็ดแสนล้าน

วันใหม่มาเยือน แสงอาทิตย์ลำเดิมโอบล้อมชีวิตผู้คนไว้อย่างซื่อตรง วันนี้นักศึกษาทุกคนจะได้พบกับชาวบ้านอนุรักษ์ดงมูล บ้านหนองแซง อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ที่ดาวดินเริ่มเข้าไปทำงาน ให้ความรู้ สนับสนุนให้ชาวบ้านต่อสู้และรู้ผลกระทบที่จะเกิดจากการขุดเจาะแหล่งก๊าซธรรมชาติดงมูล

แหล่งดงมูลกินพื้นที่ทั้งในจังหวัดขอนแก่นและกาฬสินธุ์หลายอำเภอ จากข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงประจำปี พ.ศ. 2555 ระบุว่าแหล่งดงมูลคือแหล่งปิโตรเลียมสำคัญ โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า “สำคัญ” มากเพียงใด ทว่าในเว็บไซต์บรรษัทค้าพลังงานของบรรษัท Apico มาร์ก เอ. บุช (Mark A. Bush) ผู้บริหารบริษัทอพิโก้ (Apico) ซึ่งได้รับใบอนุญาตสัมปทานปิโตรเลียมแหล่งดงมูล และพื้นที่รอบภูสินฮ่อม จังหวัดอุดรธานีไปแล้วมากกว่าห้าล้านไร่ กล่าวว่าได้ค้นพบก๊าซธรรมชาติที่แหล่งดงมูล เป็นปริมาณสามล้านล้านล้านคิวบิกฟุต เมื่อนำมาคำนวณกับราคาพลังงานของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะได้มูลค่ากว่า 760,000 ล้านบาท

ด้วยมูลค่าสูงเช่นนี้ บรรษัทข้ามชาติจากอเมริกาจึงมีความพยายามจะเข้ามาขุดเจาะหลายครั้ง แต่ชาวบ้านในพื้นพยายามต่อต้านไว้ อย่างไรก็ตามบรรษัทอพิโก้ ในนาม อพิโก้ (โคราช) ได้ขุดเจาะก๊าซธรรมชาติสำเร็จไปแล้วสามหลุม แถบ อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ทางการเกษตร นอกจากนั้นยังมีแผนขุดเจาะอีกสามหลุม คือที่อำเภอยางตลาด อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ และบ้านหนองแซง อำเภอท่าคันโท ที่ดาวดินพานักศึกษามาลงพื้นที่ ท่ามกลางภูเขาและสวนยางที่รัดล้อม มีที่ดินกว้างใหญ่โล่งเตียนแปลงหนึ่งล้อมรั้วลวดหนามและมีอุปกรณ์สำหรับขุดเจาะบางส่วนมาวางไว้แล้ว

บรรยากาศการลงพื้นที่ของนักศึกษาที่บ้านหนองแซง

“ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้ฮู้สึกอีหยัง เขาว่ามันจะดี เขาจะเอาความดีมาให้เฮา ความเจริญ เฮาก็ไม่ได้หวังต่อต้านหยัง คือเฮาบ่ทันรู้ว่าผลกระทบมันสิมี เฮาก็เสย เฮาก็แล้วแต่ ก็แล้วแต่เจ้าจะเข้ามา บ่ได้ว่าหยัง แต่สุดท้ายแล้วก็มีกลุ่มนักศึกษาเข้ามาให้ความรู้ กลุ่มนักศึกษาก็เด็กน้อยในบ้านนี่ล่ะ ที่เขามาเรียนแล้วเขาก็มาให้ความฮู้ ความกระจ่างว่า ‘พวกแม่สิเอาบ่ได้เด๊’ ครั้นเอามาผลกระทบมันจะมี จังซี้ ก็เลยเริ่มศึกษากันก็เลยพากันไปออกเบิ่งกันตรงไหนที่เขาเจาะแล้ว มันมีผลกระทบแล้วสินา ก็เลยพากันตื่นตูม โอ๊ย…มันบ่แม่นตัวสินะแบบนี้ ครั้นว่ามันมีผลกระทบ เฮาก็มีข้าว มีอ้อย คือเฮาก็เฮ็ดเกษตร ก็คึดไปแล้วก็เว้ากันว่าต้องลุกขึ้นมาสู้ พวกแม่ก็ทำทุกวิถีทาง เข้าอำเภอบ้าง เข้าจังหวัดบ้าง เลียนแบบทุกหม่อง แต่เลียนแบบบ่ฮู้อีหยัง ก็ไปทุกหม่อง คือมื้อใดก็รวมตัวกัน บางทีก็ไปซื่อๆ บ่มีประโยชน์หยัง จนลูกๆ ลงมาลงมาให้ความรู้ จนกระจ่าง ก็มีพลังขึ้น ก็มีพลังต่อสู้” แม่พลอย (นามสมมุติ) ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าว

“ไปเบิ่ง ซ่ำไพ หนองสอง กาฬสินธุ์ อุดรฯ บุดน้ำใส เฮาก็เป็นตาแดง เป็นปากเบี้ยว สารพิษ เฮาก็ว่ามันเหม็นเนาะ กลิ่นมันเหม็นมาก ซึ่งเฮาอยู่ใกล้ เฮาก็บ่ฮู้ พอถ้าเจาะแล้ว เฮาบ่ฮู้ว่าจิเฮ็ดจังใด๋ เฮาบ่มีหม่องไป ก็จำเป็นต้องทน เฮาก็ลุกขึ้นมาสู้ แต่ว่าเฮาสู้บ่ได้” แม่ช้อย (นามสมมุติ) เล่าถึงประสบการณ์การไปดูงาน

เมื่อมองดูชื่อบริษัทที่เข้ามาขุดเจาะก๊าซจะพบชื่อว่า บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด ชาวบ้านเรียกที่นี่สั้นๆ ว่า ‘อพิโก้’ เมื่อสืบสาวไปจะพบว่าบริษัทแม่คือบรรษัทข้ามชาติจากอเมริกาที่ทรงอิทธิพล ซึ่งบริษัทนี้มีบรรษัทระดับโลกอย่าง Coastal ถือหุ้นอยู่ 36.1 เปอร์เซ็นต์ โดย Coastal ใช้สโลแกนในการดึงดูดผู้มาลงทุนว่า “Oil&Gas Company with assets in Thailand and Malaysia”

ทำไมคนอีสานไม่มีสิทธิจะเป็นผู้ร่ำรวยและสุขสบาย ทั้งที่ครอบครองแม่น้ำโขง ชี มูล ป่าทาม แร่ธาตุที่มีมูลค่าราวเจ็ดแสนล้านบาท ทองคำ และทรัพยากรอันอุดมใต้ผืนแผ่นดินไว้มากมาย และท้ายที่สุดคือคำถามว่าจริงหรือที่คนอีสานไม่เข้าใจประชาธิปไตย? และถูกวาดภาพให้เป็นคนโง่ จน เจ็บ ตราบนิรันดร์กาล

แม่ช้อยเล่าถึงการเมืองท้องถิ่นที่ส่งผลต่อเรื่องการขุดเจาะก๊าซในชุมชนว่า นายก อบต. คนปัจจุบันนี้มีนโยบายต่อต้านการขุดเจาะก๊าซเช่นเดียวกับชาวบ้าน จึงได้รับเลือกตั้งเข้ามา ส่วนนายก อบต. คนเก่าที่สนับสนุนการขุดเจาะก๊าซนั้นชาวบ้านไม่ลงคะแนนให้จึงพ่ายแพ้ไป

เทศบาลสมัยนี้คือบ่เอาบ่อก๊าซ สมัยเก่าที่ออกไปเอาบ่อก๊าซ เลือกตั้งบ่ได้ ก่อนสมัยนี้สิเข้ามาเนาะ ช่วงนั้นผู้เก่ากำลังสิเบิ๊ด วาระลงพอดีก็เลยเลือกขึ้นใหม่ว่าถ้าเอานายกฯ ผู้นี้ขึ้นมาคือบ่เอาบ่อก๊าซ จังซี้หนา มันก็เลยเป็นของเฮา ถ้าผู้ใดบ่เอาบ่อก๊าซคือบ่เลือกเข้ามา อยู่ที่ประชาชน หมู่บ้านเฮานี่ล่ะ ว่าสิเอาน้อยเอาหลายซำใด๋ ที่แน่ๆ ความคาดหวังก็คือสิบ่ได้ คาดไว้…ก็สิทธิอยู่ที่เรา

“แล้วอย่างเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านล่ะคะ เลือกไม่ได้แล้วใช่ไหมคะ” ฉันถามแม่ช้อย

“กำนันนี่ประชาชนไม่มีสิทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านมีสิทธิ์

“แล้วแม่ว่าแบบไหนดีกว่าระหว่างเป็นยาวไปเลย กับเลือกได้”

“อยากไม่ให้ยาว อยากให้เลือก”

“สี่ปีเลือกที”

“แม่น อยากให้สี่ปีเหมือนกับเทศบาลอยากเปลี่ยนเรื่อยๆ คนที่มันไม่ดีก็ผลักมันออกไป เรารู้ว่าเขาไม่ดีเราก็ไม่ต้องเอา เราก็หาคนที่ดีกว่านี้ อยากให้เปลี่ยน ไม่อยากให้เอาแบบยาว”

จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 มาตรา 209 ได้เปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบัญญัติเพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่ การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตนและการมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการ

ประชาชนที่นี่ตระหนักถึงสิทธิตามกฎหมายนี้ และใช้สอยสิทธิของตนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการเลือกตั้ง นี่ไม่ใช่หรือประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างที่บ้านเมืองต้องการ ประชาชนที่พร้อมมีส่วนร่วมทางการเมือง ประชาชนที่คิดเองได้ ประชาชนพร้อมแล้วสำหรับประชาธิปไตย ใครกันแน่ที่ยังไม่พร้อม

อะไรทำให้เราคิดว่าเราไม่มีอำนาจไปต่อรองกับใครก็ตามที่เขากดขี่เราอยู่ 

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวบ้านเมืองเลยหลังถูกจู่โจมทำร้ายโดยชายฉกรรจ์กว่า 200 คน

22 มีนาคม 2558  กรุงเทพฯ หลังจากค่ายนิติศาสตร์เรียนรู้สังคมที่ท่าคันโทจบลง ฉันไม่ได้พบดาวดินอีกจนกระทั่งเราได้พบกันในงานเสวนาวิชาการ “อีสานกลางกรุง ลมหายใจของผู้คนท่ามกลางการพัฒนา” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อกวาดตาไปทั่วๆ ห้องประชุมจะพบสมาชิกดาวดินกำลังกระจายตัวช่วยดูชาวบ้านอยู่ตรงโน้นตรงนี้  และพูดคุยภาษาอีสานกับชาวบ้านอย่างชวนอุ่นอกอุ่นใจ ใครประจำพื้นที่ไหนก็จะสนิทสนมกับชาวบ้านพื้นที่นั้นมากเป็นพิเศษ

หนึ่งในนั้นมีเฟรม หรือ ศศิประภา ไร่สงวน นักศึกษาปี 4 ที่เข้าดาวดินมาตั้งแต่ปี 1 ผู้มีพื้นที่ลำพะเนียก จ.หนองบัวลำภู เป็นค่ายแรกสู่การเบิกทางชีวิตที่ยากจะทิ้งเส้นทางขรุขระนี้ไปได้ตลอดหนทางที่เหลือ เฟรมกำลังช่วยดูแลชาวบ้านด้วยกิริยาสุภาพให้เกียรติเหมือนที่ดาวดินคนอื่นๆ ปฏิบัติ เฟรมกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในภาคอีสานว่า

คนอีสานเคยโดนกดขี่มาโดยตลอดว่าเขาเป็นนาย แต่ว่าเราเป็นชาวบ้านธรรมดา ซึ่งมันไม่แปลกหรอกพี่ หนูก็ไม่รู้ว่าคนอีสานหรือคนทั้งประเทศทั้งหมดโดนอะไรมาบ้าง อะไรทำให้เราคิดอย่างนั้นว่าเราไม่มีอำนาจไปต่อรองกับหน่วยงานของรัฐ เราไม่มีอำนาจไปต่อรองกับใครก็ตามที่เขากดขี่เราอยู่ แต่ว่าพอมันต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการการต่อสู้ กระบวนการที่ทำให้เขาเรียนรู้ว่า เรามีอำนาจต่อรองนะ คุณต้องฟังเราเหมือนกัน ซึ่งมันเป็นพื้นฐานกับที่หนูเรียนมา เรื่องสิทธิมนุษยชน คนเท่ากัน เท่าเทียม ก็ต่อรองกันได้ มันไม่ใช่เรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรงอะไร ตอนนี้ชาวบ้านเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิเท่ากันกับนายทุนหรือรัฐ เขาเชื่อว่าเขาไม่ได้มาเพื่อร้องขอ แต่เขามาเพื่อต่อรอง เพราะเขาเท่ากัน

งานเสวนาเริ่มต้นขึ้น แม่ป๊อบ หรือ พรทิพย์ หงส์ชัย จากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อ.วังสะพุง จ.เลย หนึ่งในพื้นที่สร้างเหมืองทองคำ ขึ้นพูดก่อนเป็นอันดับแรก การกรำทุกข์ปรากฏบนใบหน้าของเธอชัดเจนนัก

“เล่าถึงสภาพพื้นที่ตอนนี้นะคะ หลังจากเราได้รับผลกระทบตั้งแต่มีสารพิษสะสมในสิ่งแวดล้อม ในปู ปลา นา น้ำ ข้าว เราไม่กินหอย กุ้ง ปลาในพื้นที่เลยนะคะโดยอัตโนมัติ เพราะว่าไม่มีหน่วยงานไหนปกป้องเราได้ เราต้องปกป้องตัวเองให้เยอะที่สุด

“ลำพังพวกผลกระทบหรือสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ อาหารทั้งหลาย เรายังช่วยเหลือตัวเองได้นะคะ แต่ผลกระทบอันใหญ่หลวงหนักหนาหลังรัฐประหารเกิด ดูแล้วเหมือนประเทศไทยจะดูมืดบอดลงไปทุกทีไปเรื่อยๆ เพราะคืนวันที่ 15 พฤษภาทมิฬ (2557) ขอเรียกอย่างนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะในคืนนั้นมีชายฉกรรจ์ทั้งหมด 200 คนพร้อมอาวุธครบมือ บุกทำร้ายชาวบ้าน จับชาวบ้านเป็นตัวประกัน แกนนำโดนทำร้าย แม้กระทั่งผู้หญิง คนแก่ที่เป็นผู้หญิงก็โดนจับมัดมือมัดเท้าไพล่หลัง โดนกระทืบแล้วกระทืบซ้ำกระทืบอีก โดยที่พวกเรารู้กันหมด เห็นกันหมด มันเป็นอะไรที่เกินไปมาก ในนั้นมีทั้ง ทหาร ตำรวจ ทั้งนอกราชการแล้วก็ในราชการที่ลงมือปฏิบัติกับชาวบ้าน ชาวบ้านรู้ เห็น แต่ไม่สามารถเอาผิดได้ บางครั้งชาวบ้านนั่งคุยกันตั้งประเด็นว่า ‘ที่เขาปฏิวัติหรือรัฐประหาร เพื่อการขนแร่เหรอ เพื่อให้ทำเหมืองต่อไปเหรอ ชาวบ้านยังถกเถียงกันอยู่นะคะ’

ภาพในคืนเกิดเหตุที่ชาวบ้านถ่ายภาพไว้ได้ 

หลังจากที่รัฐประหารเกิดขึ้นปุ๊บ คดีความชาวบ้านก็ไม่คืบหน้า ไม่ว่าเราจะประชุมกัน ไม่ว่าเราจะตั้งวงคุยกัน ไม่ว่าเราจะทำอะไร ไม่ว่าเราจะขับเคลื่อนในหมู่บ้าน ไม่ว่าเราจะเดินรณรงค์อะไรไม่ได้สักอย่าง แม้กระทั่งตั้งวงกินข้าว 8 คน ไม่ได้ นี่คือออกจากปากของทหารเองที่ไปประจำการที่นั่นนะคะ มันรู้สึกว่าสิทธิของความเป็นคนหรือแค่ความเป็นชาวบ้านมันไม่มีเหลือแล้วหรือ ทั้งๆ ที่การเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง การประชุมแต่ละครั้งของชาวบ้านมันเป็นเรื่องของสิทธิชุมชน มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้อง มันเป็นเรื่องที่เราสู้มานานแล้ว ทำไมต้องคุกคามเราขนาดนั้น

“หลังรัฐประหารมานี่ ชาวบ้านบอกตรงๆ เลยว่าพวกเราไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนแต่ก่อน จะนั่งคุยกัน ประชุมกัน แม้กระทั่งล่าสุดที่พวกเราทำซุ้มประตูตรงทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อกันไม่ให้รถของเหมืองเข้าไปได้ คำสั่งมาอีกแล้วจากทหารให้รื้อค่ะ โดยบีบมาทาง อบต. เหมือนเขารื้อกำแพงใจของชาวบ้านนะ สมควรแล้วหรือที่จะมาทำกับชาวบ้านอย่างนี้

“วันนี้เวทีอีสานกลางกรุงคงจะเป็นโอกาสอีกโอกาสหนึ่งนะคะ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านอย่างพวกเราพูด ได้คุย ได้บอกถึงสถานการณ์ว่ามันย่ำแย่ขนาดไหนหลังรัฐประหาร พวกเราสู้เพื่อบ้านเรา พวกเราไม่ได้ไปทำความเดือดร้อนให้ใคร เพราะฉะนั้นยังไงขอฝากเวทีนี้เผื่อว่าจะเป็นกระบอกเสียงออกไปบอกคนข้างนอกหลายๆ คน  ที่เขายังไม่รับรู้ไม่รับทราบว่าตอนนี้ ชาวอีสานที่สู้เพื่อปากท้อง สู้เพื่อบ้านเขาเป็นอย่างไร หลังรัฐประหารนี่ยิ่งตัวเล็กลงๆ อีก ปากเสียงแทบจะไม่มีใครได้ยินได้ฟังนะคะ ขอบคุณค่ะ”

นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม เป็นเพียงแค่คนแรก เป็นเพียงพื้นที่เดียว หลังจากแม่ป๊อบ เหตุการณ์ต่างๆ จากตัวแทนคนอื่นๆ ก็ไหลท่วมมาเหมือนสายน้ำ การต่อสู้ของประชาชนที่ยืนระยะล้มๆ ลุกๆ มาเป็นสิบๆ ปี ชั่วๆ ดีๆ ก็ยังต้านนายทุนได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดแท้แต่ว่าชุมชนไหนคนรวมตัวกันได้เข้มแข็งสามัคคี ทุนนิยมตีไม่แตก แต่สุดท้ายหลายพื้นที่ก็ถูก “ปิดบัญชี” ในช่วงนี้ด้วยกฎอัยการศึกซึ่งภายหลังจำแลงกายเป็นมาตรา 44 ซึ่งยังคงห้ามชาวบ้านเคลื่อนไหวหรือชุมนุมออกสิทธิออกเสียงใดๆ  เป็นโอกาสให้นายทุนยกทัพกรูเข้าสู่ชุมชนกอบโกยผลประโยชน์ไปต่อหน้าต่อตาชาวบ้านผู้คับแค้นแน่นอก

หลายพื้นที่ทหาร ตำรวจ กลายเป็นแนวกันชนให้ขบวนรถขนแร่ รถขนอุปกรณ์ของบรรษัทข้ามชาติให้เข้าไปในพื้นที่ที่ชาวบ้านค้ำยันปกป้องมานานอย่างสะดวกดาย ในและนอกเวทีเสวนาวันนี้ เต็มไปด้วยคนที่เดือดร้อน คนในแบบที่ไม่เคยมีคาแรกเตอร์อยู่ในละครหลังข่าว คนที่ความสะดวกสบายและความศิวิไลซ์ในเมืองบดบังไม่ให้เราเห็นพวกเขา  คนที่ไม่เคยมีช่องทางให้นำเสนอความจริง  พวกเขามีตัวตน  มีชีวิตจิตใจ มีความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดี คนเหล่านี้คือคนที่ดาวดินอยู่เคียงข้างมากว่า 12 ปี หากเราไม่เห็นคนเหล่านี้ เราก็ยากจะเข้าใจว่านักศึกษา 12 รุ่นที่ผ่านมาในนามของดาวดินกำลังทำอะไร

จดหมายที่ชาวบ้านเขียนให้ดาวดินหลังเกิดเหตุการณ์การจับกุม 14 นักศึกษาที่มีดาวดินรวมอยู่ด้วย

ในรัฐธรรมนูญที่มีหลายร้อยมาตรา  บางมาตราล้ำค่ายิ่งนักสำหรับประชาชนบางคน เขาจะอ้างกฎหมายข้อนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยึดมันไว้ยิ่งกว่าฟางเส้นสุดท้ายที่ลอยมายามจะจมน้ำ  และนักศึกษาดาวดินในฐานะนักศึกษานิติศาสตร์ได้ทำให้ชาวบ้านเห็นเส้นฟางเหล่านี้และพยายามเปลี่ยนให้เป็นแพ เป็นเรือหรือสิ่งใดก็ตามที่ช่วยชีวิตคนเล็กๆ ไว้ได้ จากรุ่นสู่รุ่น ความทุกข์ของชาวบ้านตรึงดาวดินทั้งหลายไม่ให้ออกนอกเส้นทางหรือละเลยหน้าที่ พวกเขาลึกซึ้งถึงคุณค่าของกฎหมายด้วยวิถีเช่นนี้ และในบรรดากฎหมายหลายมาตรา คงไม่มีมาตราใดที่สำคัญต่อดาวดิน ชาวบ้าน และคนไทยทุกคน เท่ามาตราที่ลบเลือนไปนานแล้วแต่ยังอยู่ในใจของทุกคนตราบนานเท่านานว่า

อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย

หมายเหตุ 1: เรื่องราวเกือบทั้งหมดบันทึกไว้ระหว่างวันที่ 7-10 มกราคม 2558 ระหว่างเยาวชนดาวดินจัดค่ายนิติศาสตร์เรียนรู้สังคมครั้งที่ 9 ที่ บ้านหนองแซง ต.นาตาล อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ เพื่อเรียนรู้เรื่องนิติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติที่บ้านหนองแซง  ปัจจุบัน อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพของผู้อยู่ในเรื่องราวอาจมีการเปลี่ยนแปลง

หมายเหตุ 2: จากเหตุการณ์ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธรครบมือกว่า 200 คนบุกปิดล้อมชุมชนนาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เมื่อคืนวันที่15 พฤษภาคม 2557  ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มชายโพกผ้าดำที่ต้องการขนแร่ผ่านหมู่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านคัดค้านการขนแร่ ชายโพกผ้าดำกว่า 200 คนดังกล่าวได้ทำร้ายร่างกายและจับชาวบ้านเป็นตัวประกัน พร้อมกับทำลายกำแพงซึ่งพวกเขาช่วยกันสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องชุมชน รวมถึงการขู่ฆ่า กักขังชาวบ้าน โดยมีการมัดมือไขว้หลัง ให้คว่ำหน้าลงกับพื้นไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงและคนชรา เป็นเวลากว่า 7 ชั่วโมง เพื่อเปิดทางในการขนแร่ทองแดงของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด เป็นเหตุให้ประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบาดเจ็บหลายสิบราย ถูกขโมยและทำลายทรัพย์สิน โดยไม่มีหน่วยงานใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบเข้ามาช่วยเหลือในขณะเกิดเหตุ ต่อมาชาวบ้านฟ้องร้องคดีความ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.5440/2557 โดยมีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ และนายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ กับชาวบ้านนาหนองบงรายอื่นรวม 9 คนเป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องพันโทปรมินทร์ ป้อมนาค (ลูก) จำเลยที่ 1 และพลโทปรเมษฐ์ ป้อมนาค (พ่อ) จำเลยที่ 2 ในความผิดอาญา ข้อหาทำร้ายร่างกาย กักขัง หน่วงเหนี่ยว ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต  31 พฤษภาคม 2559 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้พันโทปรมินทร์ ติดคุก 2 ปี 12 เดือน ส่วนพลโทปรเมษฐ์ ติดคุก 1 ปี 12 เดือน และจ่ายค่าสินไหมทดแมนแก่ชาวบ้าน 165,600 บาท ภายใน 15 วัน จำเลยทั้งสองขอประกันตัวและสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์