ภาพปก มาโมรุ ชิเงะมิตสึ : รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น ลงนามตราสารยอมจำนนของญี่ปุ่น บนเรือยูเอสเอส มิสซูรี(BB-63) 

16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ประเทศไทยมีพระบรมราชโองการประกาศสันติภาพ หมายความว่า ประเทศไทยประกาศสันติภาพทันทีที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยญี่ปุ่นแจ้งไปยังรัฐบาลสเปนให้แจ้งชาติสัมพันธมิตรอีกต่อหนึ่ง

หลายคนอาจไม่ทราบว่า สัมพันธมิตรนำโดยลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ซึ่งคุมกำลังสัมพันธมิตรในอินเดียสู้กับญี่ปุ่น เคยวางแผนปฏิบัติการ “โรเจอร์” เนื้อหาของปฎิบัติการนั้นคือ นำกำลังทหารยกพลขึ้นบกบุกประเทศไทย โดยยึดภูเก็ต แล้วขึ้นฝั่งที่ภาคใต้ด้านทะเลอันดามัน ใช้ภูเก็ตเป็นฐานเครื่องบินรบโจมตีญี่ปุ่นในไทย

โชคดีที่แผนดังกล่าวไม่ได้ใช้

เพราะอาจนำไปสู่การนองเลือดครั้งใหญ่ในประเทศไทยได้

หลายคนอาจไม่ทราบอีกเช่นกันว่า เสรีไทยในประเทศไทย ที่มีกำลังหลักหมื่น นำโดย ปรีดี พนมยงค์ เคยวางแผนลุกขึ้นสู้ขับไล่ญี่ปุ่นในประเทศ พร้อมสู้เป็นดังคำที่จอมพลป. พิบูลสงครามเคยกล่าวไว้ ก่อนญี่ปุ่นจะบุกไทยว่า

“ให้มันได้ไปเพียงปฐพี”

หมายความให้ข้าศึกได้แค่แผ่นดิน เพราะคนไทยจะสู้ทุกย่อมหญ้าไม่ยอมแพ้ใคร

จอมพลป. ไม่ทำตามที่เคยประกาศ และปรีดีพร้อมจะทำ ลุกขึ้นสู้กับญี่ปุ่น หลั่งเลือดเพื่อเสรีภาพ

แต่ชาติสัมพันธมิตร ทั้งอเมริกาและอังกฤษ ไม่ต้องการเปิดแนวรบเพิ่มในไทย เพราะจะสะเทือนการบุกล้อมญี่ปุ่นของอเมริกา จึงมีคำสั่งไม่ให้เสรีไทยเปิดแนวรบเด็ดขาด

ผลจากการยอมไม่ให้เสรีไทยเปิดแนวรบ เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน จึงมีคำสั่งไปถึงปรีดี ให้ชิงประกาศสันติภาพโดยเร็ว เพื่อป้องกันการตกเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงครามอันโหดร้ายครั้งนี้เด็ดขาด

มันไม่ใช่ความเจ้าเล่ห์ของการทูต แต่มันคือหนึ่งในกระบวนการทำสงคราม ที่เราต้องยอมทำตามแผนการใหญ่ ยอมละแผนการเล็กซึ่งอาจสะเทือนแผนการใหญ่

บรรทัดนี้ ใครหาว่าบรรพบุรุษไทยช่วงสงครามโลก เสรีไทย เจ้าเล่ห์ เข้าได้ทั้งสองฝ่าย ขอเถียงคอเป็นเอ็นและชี้แจงว่า ประเทศไทยไม่เคยคิดจะเข้าข้างญี่ปุ่นแม้แต่น้อยในทีแรก แต่จอมพลป. และรัฐบาลในขณะนั้นได้คำนวณและคิดแล้วว่า สู้ไปก็แพ้แน่

แต่เมื่อไม่สู้แล้วนำไปสู่ขั้นตอนบทสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร ฝ่ายปรีดี พนมยงค์เสนอว่าให้เป็นเหมือนสวิสเซอร์แลนด์ ขณะที่อีกฝ่ายยอมให้ผ่านก่อนจะรับร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ญี่ปุ่นทีหลัง ฝั่งนี้มีคณะรัฐมนตรีฝั่งทหารเห็นด้วยเป็นจำนวนมาก

แต่ต้องเข้าใจว่า ขณะนั้นกองทัพญี่ปุ่นบุกฟิลิปปินส์ ยึดมลายู ยึดสิงคโปร์ ถล่มเพิร์ล ฮาร์เบอร์ พวกเขาเกรียงไกรมาก ยึดประเทศมากมายมหาศาล แล้วในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อันโหดเหี้ยมนั้น ช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นยึดครองดินแดนต่าง ๆ นั้น ยาวนานกว่าตอนกองทัพสัมพันธมิตรยึดดินแดนคืนเสียอีก

ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นแบบนั้น มันเป็นบทเรียนราคาแพงครั้งหนึ่งของจอมพล ป. พิบูลสงครามทีเดียว อย่างน้อยก็มากพอที่ท่านจะเขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์ว่า ไม่เคยคิดเข้าข้างญี่ปุ่นและหาทางสู้ตลอดเวลา จริงแท้ไม่มีคำทราบ ให้คนรุ่นหลังได้ขบคิดกันต่อเถอะ

เสรีไทยในต่างประเทศ คือผู้สละชีวิตเข้ามาทำสงคราม พวกเขาโดดร่มโดยไม่รู้ว่าเบื้องล่าง จะเป็นหรือตาย พวกเขาตายขณะขนทองเข้ามาช่วยไทย 2 ศพ มีคนไทยจำนวนหนึ่งหายสาบสูญไปขณะหาทางไปติดต่อจีน เดินผ่านกลางป่าลึก แล้วหายไปกับความลึกลับของป่า

จำกัด พลางกูร คนหนุ่มหัวดี ถูกอาจารย์ปรีดีส่งไปจีน โดยเสี่ยงตายอย่างที่สุด เพราะยังไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือไม่ จะโดนญี่ปุ่นจับไหม และไปถึงจีนจะติดต่อกับนายพลเจียง ไคเช็ค หรือไปติดต่อโลกกว้างให้รู้ว่า ในไทยมีองค์กรต่อต้านอยู่ได้หรือไม่

จำกัด พลางกูร

อ.ปรีดีกล่าวประโยคอมตะกับทาง จำกัด พลางกูร ก่อนเดินทางไปจีนว่า “เพื่อชาติ เพื่อ Humanity นะคุณ เคราะห์ดีที่สุด อีก 45 วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก 2 ปี ก็ได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่า สละชีวิตเพื่อชาติไป”

จำกัด พลางกูรสละชีวิตเพื่อชาติไปอย่างยิ่งใหญ่ ปลุกให้เสรีไทยต่างประเทศรู้ว่า มีคนไทยจำนวนหนึ่งไม่ได้ก้มหัวให้ญี่ปุ่น ไม่ยอมให้ชาติถูกย่ำยี

เสรีไทยคือผู้สละตน หลังเสร็จศึกสงครามโลก มีการตั้งกรรมการสอบสวนงบเงินที่เสรีไทยใช้เพื่อความโปร่งใส พวกเขาคือนักเรียนนอกที่เรียนเก่ง เป็นกองทัพที่ฝรั่งบอกว่า “เป็นทหารที่ฉลาด เพราะเรียนมหาวิทยาลัยดี ๆ ทั้งนั้น”

สงครามเสร็จสิ้น พวกเขาไปรวมตัวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ.ปรีดีเน้นย้ำว่า “มุ่งจะทำหน้าที่ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นคนไทย ซึ่งจะต้องสนองคุณชาติ เราทั้งหลายไม่ได้มุ่งหวังทวงเอาตำแหน่งในราชการมาเป็นรางวัลตอบแทน การกระทำทั้งหลายไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือหมู่คณะใด แต่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งมวล”

“เมื่อสภาพการเรียบร้อยลงแล้ว องค์การเหล่านี้ก็จะเลิก และสิ่งซึ่งจะเหลืออยู่ในความทรงจำของเราทั้งหลายก็คือมิตรภาพอันดีในทางส่วนตัวที่เราได้ร่วมรับใช้ชาติด้วยกันมา”

และ

“ผู้ที่ได้ร่วมงานกับข้าพเจ้าคราวนี้ ถือว่าทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้ชาติ มิได้ถือว่าเป็นผู้กู้ชาติ การกู้ชาติเป็นการกระทำของคนไทยทั้งปวงซึ่งแม้ผู้ไม่ได้เข้าร่วมองค์การนี้โดยตรง ก็ยังมีอีก 17 ล้านคนที่ทำหน้าที่โดยอิสระของตนในการต่อต้านด้วยวิถีทางที่เขาเหล่านั้นสามารถทำได้”

พวกเขาไม่ใช่ผู้กู้ชาติแต่เป็นผู้รับใช้ชาติ

แม้จะถูกลืม แม้วันสันติภาพจะหายไป แต่ประวัติศาสตร์สงครามโลกอันโหดร้ายประจักษ์แล้วว่า มีเสรีไทยปรากฎอยู่เสมอ

ดังที่อ.ปรีดีเขียนในบทภาพยนต์พระเจ้าช้างเผือกว่า “ชัยชนะแห่งสันติภาพนั้น มิได้มีชื่อเสียงบรรลือนามน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่อย่างใด”

และสันติภาพก็เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ณ ครั้งหนึ่ง โดยมีคนไทยร่วมสร้างมันกับมือส่งมอบต่อให้คนรุ่นหลัง สุดท้ายเส้นทางชีวิตแต่ละคนจะไปทางใด พวกเขาก็ได้สร้างประวัติศาสตร์แล้ว

บรรทัดนี้ร่วมรำลึกถึงด้วยหัวใจแห่งสันติภาพ ขอเสรีไทยอยู่เป็นประวัติศาสตร์ของไทยชั่วกาลนาน